http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




พลิกตำนาน สองไอ้ด่าง จระเข้ยักษ์กินคน แห่งดินแดนสยาม

พลิกตำนาน สองไอ้ด่าง จระเข้ยักษ์กินคน แห่งดินแดนสยาม

ปลาสวยงาม

 

 


น้ำท่วม ปี54ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยที่ผ่านมา นอกจากเรื่องของน้ำที่ท่วม และความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วมแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างสีสันให้กับข่าวสารและมีคนให้ความสนใจและบางคนถึงกับหวาดวิตกกันมากพอสมควร นั่นก็คือเรื่องของ จระเข้... เพราะคนกลัวว่าจระเข้ที่หลุดมาจากฟาร์ม จากบ้านของคนที่เลี้ยงไว้ หรืออาจจะไหลมาตามกระแสน้ำ จะมาทำร้ายผู้คนที่กำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วม วุ่นวายกันจนถึงต้องมีการจัดทีมไล่ล่าจระเข้กัน
แต่เพื่อนๆชาว Thaifancyfish ทราบกันหรือไม่ครับว่า ในอดีตเราเคยทีจระเข้ที่ออกอาละวาดไล่กินคนมาแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยช่วงน้ำท่วมเมืองแต่อย่างใด จระเข้ที่ผมจะเขียนถึงในครั้งนี้มันมีชื่อเรียกกันจนคุ้นหูคนไทย แม้นในปัจจุปัน พวกมันคือ “ไอ้ด่าง”
จระเข้ที่ชื่อไอ้ด่าง มันมีอยู่ด้วยกันสองตัวครับ ตัวแรกคือไอ้ด่างเกยชัย ส่วนอีกตัวคือไอ้ด่างบางมุด ซึ่งทั้งสองตัวเป็นจระเข้กินคน ที่อาละวาดสร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนในยุคสมัยนั้น


จระเข้ดังนั้นอย่าจำสับสนกันนะครับ ระหว่างไอ้ด่างเกยชัย กับไอ้ด่างบางมุด แห่งชุมพร เพราะเจ้าจระเข้สองตัวนี้แม้นจะมีชื่อเรียกว่าไอ้ด่างเหมือนกัน แต่พวกมันมีชื่อเสียกันคนละยุคสมัย ไอ้ด่างเกยชัยนั้นถือว่าเป็นจระเข้กินคนรุ่นพี่ เพราะมีเรื่องราวและประวัติการปรากฏตัวอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน ในช่วงสมัยรัชกาลที่5 บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) สำหรับชื่อหรือฉายาที่มาของไอ้ด่าง เกยชัย นั้นก็เพราะปลายจมูกมันมีดวงด่างสีขาวเป็นจุดเด่น แต่เจ้าด่างเกยชัยก็สิ้นชีพด้วยหอกของหมอจระเข้ 2 คน และหัวของมันถูกตัดเก็บไว้ ว่ากันว่ามีความใหญ่ถึงขนาดหัวถึงหางสามารถนอนขวางลำน้ำจากฝั่งหนึ่งถึงฝั่งหนึ่งได้ ถ้าเป็นจริงดังบันทึกก็หมายความว่า ไอ้ด่างเกยชัย อาจจะมีขนาดความยาวลำตัว 9-10 เมตร เลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายครับที่เรื่องราวของไอ้ด่างเกยชัย ซึ่งมีบันทึกอยู่ในสมุดบันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวที่ท่านเสด็จไปตรวจราชการที่เมืองเหนือ ได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของไอ้ด่างเกยชัยไว้สั้นๆ เพียง 2 บรรทัด มีใจความว่า ที่นี่มีศีรษะของจระเข้ใหญ่ เป็นจระเข้กินคน ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเป็นจระเข้เจ้า มีพระยาคนหนึ่งได้นำเอาศีรษะจระเข้นี้เข้ากรุงเทพ ฯ และได้ขายต่อให้ชาวต่างชาติไป เป็นอันจบกันสำหรับเรื่องราวของศีรษะจระเข้ใหญ่ สำหรับบันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ของท่านตอนนี้ สามารถสืบค้นได้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี

แต่เรื่องราวของไอ้ด่างเกยชัย มักจะมีคนจำสับสนกับไอ้ด่างคลองบางมุด จระเข้น้ำเค็มมีขนาดลำตัวยาวกว่า 5เมตร และเคยอาละวาดกินคนเช่นเดียวกัน แต่คนละสถานที่ เพราะไอ้ด่างตัวที่สองนี้อาละวาดกินผู้คนที่คลองบางมุด อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2507 ซึ่งเรื่องราวของไอ้ด่างเกยชัยแห่งคลองบางมุดนี้ โด่งดังจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย 2 ครั้ง เลยทีเดียว โดยครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2531 ใช้ชื่อว่า "ไอ้ด่างเกยชัย" นำแสดงโดย บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, สรารัตน์ หรุ่มเรืองวงศ์

ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2548 ใช้ชื่อว่า "โคตรเพชฌฆาต" นำแสดงโดย ชาติชาย งามสรรพ์ และ จิรภัทร์ วงศ์ไพศาลลักษณ์ กำกับโดย อนัตย วงเงิน

ส่วนไอ้ด่างบางมุดนี่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่พาดหัวหนังสือพิมพ์ในปลายเดือนตุลาคม 2507 เป็นเรื่องราวชวนสบองขวัญ เกี่ยวกับจระเข้ยักษ์กินคน ซึ่งไอ้ด่างตัวที่สองนี่ล่ะครับที่มีเรื่องราวที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานข้อมูลค่อนข้างชัดเจนรวมถึงมีภาพข่าวตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆในยุคสมัยนั้น เราลองมาทำความรู้จักกันกับ ไอ้ด่าง จระเข้กินคนตัวนี้กันกันดีกว่า

โครตเพชฌมาต

ไอ้ด่างย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2507 ปลายเดือนตุลาคม ได้ปรากฏข่าวที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวงให้กับผู้คนในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะชาวคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร เกี่ยวกับจระเข้ที่ออกอาละวาดกินคนไปหลายคน และเริ่มเป็นข่าวสะเทือนขวัญยิ่งขึ้นเมื่อ นายอุดม ชาวบ้าน ต.นาขา ลงอาบน้ำในคลอง ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ และอีก 2-3วันต่อมา ก็ถึงคิวของนายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด ได้นำเรือเล็กไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไปในน้ำ แม้นนายอินจะพยามดิ้นและเกาะแคมเรือ และร้องเรียกให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่งช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต่อตา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียวกับนายอุดม นับจากนั้นการเริ่มไล่ล่าจระเข้กินคนก็เริ่มขึ้น โดยทีมแรกเป็นกลุ่มของ ส.ต.อ.บุญโชติ และ ครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ล้างแค้นแทนเพื่อนโดยร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสี แต่การไล่ล่าไม่ประสบความสำเร็จ แถมนายแดงเกือบต้องเอาชีวิตมาทิ้งด้วยคมเขี้ยวของจระเข้ยักษ์ เมื่อเรืองของนายแดงที่ทำหน้าที่คัดท้ายเรือพลิกคว่ำ เมื่อโดนจระเข้เข้าโจมตี แต่ก็รอดมาได้เพราะทีมไล่ล่าระดมยิงปืนเข้าใส่จระเข้ที่กำลังพุ่งเข้าหานายแดงที่กำลังลอยคออยู่ในน้ำ และเพราะจระเข้โผล่ขึ้นมาจนเห็นได้ชัดเจนว่ามันมีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ จึงเป็นที่มาของชื่อ "ไอ้ด่าง " นั่นเอง


จากเหตุการณ์ในวันนั้น ข่าวคราวของไอ้ด่าง จระเข้ยักษ์กินคนก็โด่งดัง แต่เหมือนมันจะรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าไล่ล่า มันจึงซุ่มตัวและเงียบหายไปจนกระทั่ง วันที่ ๒๕ ตุลาคม สายตรวจ สภอ.หลังสวน ๒ นายออกตรวจพื้นที่โดยใช้เรือหางยาวแล่นไปตามคลองบางมุด ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นและฝนตกพรำ ขณะที่ตำรวจทั้งสองนายกำลังแล่นเรือตรวจท้องทีอยู่นั้น ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อ ไอ้ด่างโผล่ขึ้นมา ด้านหลังของเรือ ทำให้ตำรวจทั้งสองนายรีบเร่งเครื่องหนีอย่างสุดชีวิต


จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น จึงมีคำสั่ง ให้ตำรวจหน่วยพลร่ม “เสือดำ” 2นาย จากค่ายนเรศวรหัวหิน เข้าร่วมกับชาวบ้านและคณะของส.ต.อ.บุญ โดยการตีวงโอบล้อมตั้งแต่ปากอ่าวตะโก และจากคลองบางมุดเข้าหากัน การติดตามค้นหาเริ่มตั้งแต่เช้าจนกระทั่งตอนเย็น ไอ้ด่างก็ปรากฏตัวขึ้น เรือ ส.ต.อ.บุญโชติและครูสมพงษ์ ซึ่งพบเห็น จึงได้บอกให้คนคัดท้ายเรือชื่อนายหนึด เร่งพายเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะได้ยิงในระยะหวังผล แต่นายหนึดกลับกลัวจนพายเรือไม่ได้ ทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย


ไอ้ด่างคลองมุดแต่ในวันรุ่งขึ้นนั่นเอง ชาวบ้านสองคนก็ผวากับไอ้ด่างอีกครั้ง เมื่อมันโผล่ขึ้นมาระหว่างเรือทั้งสองลำของชาวบ้าน และเรื่องนี้ทำให้ ครูสมพงษ์ ได้อาสาออกไปนั่งห้าง พร้อมกับปืนไรเฟิล โดยใช้สุนัขผูกไว้บนแพ เพื่อล่อไอ้ด่าง แต่ก็ล้มเหลวเมื่อไอ้ด่างไม่ยอมปรากฏตัว เช่นเดียวกันกับชุดไล่ล่าของตำรวจ ซึ่งก็คว้าน้ำเหลว นอกจากนั้นยังมีชายคนหนึ่ง ชื่อนายหะหมัด อายุ 65 ปี ชาว ต. เขาสง อ.ท่าชนะ เป็นพรานจระเข้ ใช้วิธีลุยเดียวลงเรือเล็กไปล่าไอ้ด่าง โดยพรานจระเข้รายนี้บอกว่าเขาเคยล่าจระเข้ด้วยหอกประจำตัวมาแล้วถึง 15 ตัว แต่แม้นจะมีการออกไล่ล่าไอ้ด่างทุกวัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถล่าจระเข้กินคนตัวนี้ได้ จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 1 กันยายน ทำให้ชื่อเสียของไอ้ด่าง บางมุด เข้าไปเกาะกุมสร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนทั่วประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนต์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก โทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมที่ปัจจุบันคือช่อง 9 อสมท. ก็ทำสารคดี " สองฟากทางรถไฟ " แพร่ภาพเรื่องของ "ไอ้ด่าง"ออกฉายไปทั่วประเทศ


การไล่ล่าไอ้ด่าง คลองบางมุดและจากความล้มเหลวนับสิบครั้ง จากคณะไล่ล่าไอ้ด่างทั้งสามคณะ ทำให้มีการประกาศขีดเส้นตาย วันที่ 6 พฤจิกายน เป็นวันตายสำหรับเจ้าจระเข้ตัวนี้ โดยกำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ได้ร่วมมือประสานงานกับชาวบ้าน 200 คน และระดมเรือที่จะใช้เป็นพาหนะปราบจระเข้ประมาณ 100 ลำเศษ พร้อมกับทำพิธีบวงสวรจากกรมหลวงชุมพร ในการไล่ล่า โดยมีจุดนัดพบคือหน้าโรงถ่านของนายจรัญ ปรกติ คหบดีใหญ่แห่งปากอ่าวตะโก อ.สวีโดยชาวบ้านให้ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ 5-6 ลำแยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ แล้วใช้ไม้ กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำ ไล่ไปทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ในคลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่มาจาก 3 คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน จากนั้นยังมีกองเรือขบวนหลังไล่ตามใช้ไม้กระทุ้งจระเข้ที่กบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่บริเวณปากคลองกว้าง 20 วานั้น ได้ขึงอวนขนาดใหญ่ปิดกั้นขวางทั้งคลอง และก่อนจะถึงกำแพงอวน มีการวางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผิวน้ำ โดยคาดว่าจระเข้ทุกตัวรวมถึงไอ้ด่าง จะหนีขึ้นมาบนผิวน้ำและจะโดนไล่ให้ไปรวมตัวกันที่จุดนัดพบ ตามแผนที่วางไว้ แต่การไล่ล่าครั้งใหญ่นี้กลับล้มเหลวอีก เมื่อไม่มีจระเข้แม้นแต่ตัวเดียวโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ทั้งที่จริงแล้วบริเวณนี้ในสมัยนั้นเป็นแหล่งที่มีจระเข้ชุกชุมมาก


การไล่ล่าไอ้ด่าครั้งใหญ่จบลงด้วยความล้มเหลว ซึ่งหลายคนคาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านั้น มีการไล่ล่าจระเข้อยู่หลายครั้ง รวมถึงช่วงนั้นระดับน้ำขึ้นสูง และมีน้ำเหนือไหลบ่าทำให้น้ำเชี่ยวกราก จระเข้น้อยใหญ่ถูกรบกวนจึงย้ายถิ่นหนีไปอยู่ที่อื่น จากเหตุดังกล่าวทำให้พักการออกล่าจระเข้ยักษ์ไว้ชั่วคราว จนกว่าน้ำจะลดสู่ระดับปกติ


แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 18 พฤศจิกายน บริเวณคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวน กับอำเภอสวี ไอ้ด่างก็ปรากฏตัวอีกครั้ง โดยครั้งนี้มันคาบเอานายช้วน พิมาน ชาวบ้านในคลองเขาปีบ แล้วดำหายลงไปในคลองนั่นเอง ทำให้ชาวบ้านในคลองเขาปีบไม่มีใครกล้าพายเรือในคลองนี้ และเรื่องของนายช้วน ทำให้ ส.อ.ห้วง พิมานกับ ส.อ.จำนง พิมานญาติของนายช้วนซึ่งเป็นทหารประจำค่ายทหารบกชุมพร ได้รายงานผู้บังคับบัญชาขอลาและขออนุมัติติดตามล่าจระเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาต ในการออกเดินทางครั้งนี้นอกจาก ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ. จำนง พิมานแล้ว ได้มีผู้ร่วมเดินทางไปปราบจระเข้ยักษ์อีก ๔ คน คืน ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืน และฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง ๒ ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่งถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ ลากไปขัดไว้ และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า 20 คน ช่วยกันดึงจึงลากศพนายช้วนมาได้ ปรากฏว่าศพนายช้วน มีสภาพที่แหลกเหลวไม่มีชิ้นดี


จากแหล่งที่พบศพของนายช้วน ทำให้คณะที่ติดตามไล่ล่าไอ้ด่างรู้ว่ามันอยู่ในบริเวณนั้น ส.อ.ห้วง ได้ใช้ระเบิดระเบิดลงไปในบริเวณที่เป็นแหล่งกบดานของไอ้ด่าง โดยระเบิดลูกที่สองทำให้ไอ้ด่างต้องออกมาจากที่ซ่อนใต้น้ำของมัน และรีบว่ายน้ำหนีแต่ก็ไปไม่รอดเมื่อระเบิดลูกที่สามโดนขว้างเข้าใส่ เป็นการปิดฉากความโหดร้ายของจระเข้ยักษ์กินคน ไอ้ด่าง คลองบางมุด

ไอ้ด่าง คลองบางมุด


จากการวัดจากซากของไอ้ด่าง มีความยาวจากหัวถึงหาง 4.25 เมตร รอบตัว 1.75 เมตร จากหัวถึงคอ 25 นิ้ว อ้าปากกว้าง 20 นิ้ว และมันเป็นจระเข้ตัวเมีย เพราะก้อนขี้หมาบนจมูกของไอ้ด่าง คลองบางมุดมันนูนโผล่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นการชำแหละซากไอ้ด่าง เมื่อผ่าลงไปในท้องก็พบกระดูกในท้องไอ้ด่างมากมาย และยืนยันได้ว่ากินคนแน่ ปรากฏว่าหลังจากการผ่าชำแหละซากแล้ว ได้พบแผลเห็นได้อย่างชัดเจนในซาก "ไอ้ด่าง" จระเข้ยักษ์ดังนี้ ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งในด้านซ้ายของลำตัว เนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ "ไอ้ด่าง" จระเข้ยักษ์พบจุดจบ ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว 1 ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิด โดยเฉพาะในกระเพาะของไอ้ด่าง ทำให้นายบุญถึง และเจ้าหน้าที่ 10 กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัวยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศีรษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวนี้อีกมีกระดูกส่วนขา กับ สะบ้าจากเข่าคน และนอกจากนั้นยังมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก 1 ตัว ด้วย

ผ่าซากไอ้ด่าง คลองบางมุด


และจากการพบส่วนกะโหลกศีรษะของมนุษย์ถึง 2 หัวในท้องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ เป็นการยืนยันได้ชัดเจนว่ามันคือ ไอ้ด่าง อย่างแน่นอน และนอกจากนั้นยังเป็นบทพิสูจน์ได้ด้วยว่า ไอ้ด่างเคยกินคนมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะศพที่มันกินครั้งหลังสุดที่เป็นข่าว 6 คน มันกินเฉพาะส่วนท้องเท่านั้น

ไอ้ด่าง คลองบางมุด


สำหรับซากของ"ไอ้ด่าง" มีการถูกซื้อขายกันไปหลายครั้ง เพื่อนำไปแสดงโชว์ ซึ่งทุกครั้งก็ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยครั้งสุดท้ายถูกขายไปในราคา 23,000 บาท ให้กับนายไห้ แซ่เซ็ง


แม้นวันเวลาจะผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ตำนานความโหดร้ายของไอ้ด่าง บางมุด ยังคงเป็นที่จดจำของคนไทยอีกหลายคน และในช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ก็ยังถือว่าโชคดี ที่ไม่มีไอ้ด่างตัวที่สามออกมาสร้างความสยดสยองให้กับคนไทย เอาล่ะครับจบเรื่องราวในครั้งนี้ไปก่อน บทความนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับปลาสวยงาม แต่มันก็สนุกที่จะมีความรู้เอาไว้นะครับ
 

 

www.thaifancyfish.com นิตยสารปลาสวยงามออนไลน์

 






godaddy web statistics

Tags : ปลาสวยงาม การเลี้ยงปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม อาหารปลาสวยงาม ขายปลาสวยงามออนไลน์ ร้านขายปลาสวยงาม ประมูลปลาสวยงาม ประมูลสัตว์เลี้ยง Aqua bid การท่องเที่ยว เที่ยวไทย แหล่งท่องเที่ยวในไทย ปลากัด ปลาทอง ปลาหมอสี ปลาหางนกยูง ปอมปาดัวร์

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท13/06/2017
ผู้เข้าชม3,982,962
เปิดเพจ5,372,503
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view