http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




การเพาะหนอนแดง

การเพาะหนอนแดง

 

การเลี้ยงปลาสวยงาม

 

 

  นักเลี้ยงปลาสวยงามคงจะเข้าใจกันแล้วว่าอาหารปลาสวยงามนั้นมีอยู่สองชนิดหลักๆนั่นก็คือ อาหารมีชีวิต และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งหากเราต้องการจะเลี้ยงปลาของเราให้มีสุขภาพดีและสวยงามการให้อาหารจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากนั่นเอง อาหารปลาสวยงามที่ ผมจะมาคุยถึงกันในวันนี้เป็นอาหารมีชีวิตที่ในสมัยก่อนที่ผมเริ่มเลี้ยงปลาอย่างจริงจังเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นมีขายอยู่มากมายตามร้านขายปลา แต่ในปัจจุบันนี้เวลาไปเดินตามตลาดปลาสวยงามผมแทบจะไม่เห็นพวกมันทั้งที่พวกมันมีคุณค่าทางอาหารในการนำมาเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่ผมพูดถึงในตอนนี้ก็คือ หนอนแดง

หนอนแดง Blood wormเมื่อพูดถึงหนอนผมคิดว่าหลายๆคนที่เพิ่งจะเริ่มหัดเลี้ยงปลาสวยงามอาจจะรู้สึกขยะแขยง บางคนคิดว่าใครจะไปกล้าจับหนอนกัน เอาล่ะครับเรามาทำความรู้จักหนอนแดงกันก่อน หนอนแดง หรือเจ้าหนอนสีเลือด "บลัด เวิร์ม" (Blood worm) อันที่จริงพวกมันเป็นตัวอ่อนของริ้นน้ำจืดครับ จากริ้นน้ำจืด ซึ่งริ้นน้ำจืดที่ทำให้เกิดหนอนแดงมีอยู่จำนวน 5 ชนิด คือ Chironomus javanus, Chironomus sp., Polypedilum sp., C. apicatus, และParachironomus sp. คิดเป็นร้อยละ 87.16, 7.34, 2.27, 2.14, และ1.09 ตามลำดับ เมื่อมีการนำริ้นน้ำจืดชนิดต่างๆ มาศึกษาวงจรชีวิตในห้องปฏิบัติการ พบว่าริ้นน้ำจืดมีช่วงวงจรชีวิตแตกต่างกันไปตามชนิดและเพศ และจากการศึกษาพบว่า Chironomus sp. เหมาะสมที่สุดต่อการเลี้ยงในที่กักขัง

ริเนน้ำจืด

ริ้นน้ำจืด

ดังนั้นหากเราจะพูดกันตามหลักความจริง หนอนแดงก็คือตัวอ่อนของแมลงริ้นน้ำจืดนั่นเอง โดยหนอนแดงเป็นระยะตัวหนอน (instar larvae หรือ chironomid larvae) ในวงจรชีวิตของริ้นน้ำจืด (nonbitingmidges) ซึ่งเป็นแมลงในวงศ์ Chironomidae ริ้นน้ำจืดมีถิ่นที่อยู่แพร่กระจายไปทั่วโลก จัดเป็นกลุ่มของแมลงที่พบมากที่สุดในแหล่งน้ำจืด ทั้งในแหล่งน้ำนิ่งและแหล่งน้ำไหล เช่น ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ ลำธาร บ่อน้ำ แอ่งน้ำ นาข้าว เป็นต้น ปัจจุบันมีการพบและตั้งชื่อริ้นน้ำจืดทั่วโลกแล้วมากกว่า 5,000 ชนิด ระยะตัวหนอนของริ้นน้ำจืดนิยมเรียกว่าหนอนแดง (blood worms) สาเหตุที่เรียกกันแบบนี้เพราะเนื่องจากบางสกุล เช่น Chironomus, Polypedilum เป็นต้น มีองค์ประกอบของฮีโมโกลบินในเลือดทำให้มีลำตัวสีแดง ส่วนใหญ่หนอนแดงอาศัยอยู่ในตะกอนดินและมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาก เช่น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเค็ม เป็นต้น(Armetage et al., 1995; Cranston, 2004)

แต่ก่อนที่จะไปเรื่องการเพาะหนอนแดงมาทำความรู้จักกับริ้นน้ำจืดกันก่อนสักนิดครับ ริ้นน้ำจืดมีรูปร่างที่ดูคล้ายยุง แตกต่างที่ไม่มีเกล็ดที่ปีกและปากที่ยาว มีขนาดยาว 1-9 มิลลิเมตร มีจำแนกชนิดแล้วมากกว่า 5,000 ชนิด ตัวผู้จะมีหนวดแบบพู่ขน (Plumose) ส่วนหัวเล็กชอบหดเข้าไปอยู่ในส่วนอก ตัวยาว 8-10 มิลลิเมตร มักอยู่เป็นฝูงใกล้ผิวน้ำและใกล้แสงสว่าง ตัวเมียชอบวางไข่ในน้ำที่ลมสงบเฉลี่ยตัวละ 2,300 ฟอง ไข่จะลอยเป็นแพบนผิวน้ำ มีลักษณะเป็นเส้นหรือแท่งมีวุ้นหุ้ม มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นแท่งวุ้นที่มีจุดประสีดำๆ ส่วนไข่จะฟักเป็นตัวหนอนแดงที่เราคุ้นเคยภายในเวลา 3-4 วัน

หนอนแดง

หนอนแดงจะมีลำตัวยาว 3-18 มิลลิเมตร

ลักษณะไข่ของริ้นน้ำจืด

 ส่วนหัวของหนอนแดงแบ่งแยกจากลำตัวเห็นได้ชัดมีตาเป็นจุดสีดำเล็ก 1 คู่ มีขนเล็กๆ สำหรับหน้าที่กวาดอาหารเข้าสู่ปาก มีฟันหรือกรามที่แข็งแรง ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารก่อนกลืนเข้าปาก อาหารของหนอนแดงคือ อินทรียวัตถุที่เน่าสลาย (Detritus) จนมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าปากได้ ส่วนนอกจะขยายใหญ่มีอวัยวะหายใจยื่นยาวออกมาเป็นท่อเล็กๆ1 คู่ บางชนิด (species) จะมีลักษณะเป็นสายยาว ลำตัวแบ่งเป็น 12 ปล้อง 3 ปล้องแรกจะรวมกันเรียกว่า Cephalo-thorax ตัวอ่อนเมื่ออายุได้ 10-12 วัน จะสร้างปลอก (Tube) หุ้มตัวโดยใช้โคลนตาม และเศษอินทรียวัตถุที่เน่าสลายในน้ำปลอกนี้จะช่วยยึดส่วนอก และขาเทียม 2 คู่ ที่อยู่บริเวณท้องช่วยขึงลำตัว และป้องกันมิให้กระแสน้ำผ่านเข้าออก และเป็นทางรับปริมาณออกซิเจน


วงจรชีวิตของริ้นน้ำจืด

หนอนแดงจะอาศัยอยู่ในปลอกนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ 6-8 วัน ซึ่งระยะนี้เรียกว่า ระยะก่อนเข้าดักแด้ (Prepupa) เมื่อครบกำหนดหนอนแดงจะสลัดปลอกทิ้งเข้าสู่ระยะดักแด้ (Pupa) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับลูกน้ำยุงที่ชาวบ้านเรียกว่า "ไอ้โม่ง" แต่มีสีแดงคล้ำ และลอยตัวในแนวดิ่งตั้งฉากกับผิวน้ำ ในระยะที่เป็นไอ้โม่งนี้พวกมันจะไม่กินอาหารครับ โดยจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 1-2 วัน ซึ่งระยะนี้จะเป็นระยะที่พวกมันเตรียมตัวลอกคราบนั่นเอง และเมื่อพวกมันลอกคราบก็จะเปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัยที่เรียกว่า "รินน้ำจืด"  ริ้นน้ำจืดจะมีวงจรชีวิตที่สั้นเพราะพวกมันจะมีชีวิตได้ประมาณ 21-28วัน เท่านั้น

การเพาะพันธุ์หนอนแดงหากจะบอกว่ามันยุ่งยากก็ไม่เชิงนักหรอกครับ เพราะหากเพื่อนๆเลี้ยงปลาสวยงามก็มักจะพบเห็นหนอนแดงในภาชนะเลี้ยงปลาของเราอยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากเราจะเพาะหนอนแดงผมก็อยากให้นึกถึงคุณภาพของน้ำที่เราเลี้ยงปลาอยู่นั่นล่ะครับ แต่หากพูดแบบนี้มันอาจจะดูเป็นพวกกำปั้นทุบดินไปหน่อยเอาเป็นว่ามาลองดูวิธีการเพาะพันธุ์หนอนแดงแบบเป็นชิ้นเป็นอันกันครับ

ขั้นตอนในการเพาะพันธุ์หนอนแดงแบบง่ายๆนั้นมีดังนี้ครับ เตรียมบ่อเพาะ , เตรียมน้ำ , เตรียมอาหาร , เก็บเกี่ยว และสุดท้ายคือควบคุมผลผลิต

การเตรียมบ่อเพาะหนอนแดงสามารถทำได้ทั้งบ่อซีเมนต์และบ่อดิน โดยใช้พื้นที่ขนาดตั้งแต่ 0.5 ตารางเมตรขึ้นไปจนถึงบ่อดินขนาดใหญ่ ก่อนการเพาะเราต้องเตรียมน้ำที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เพื่อเพาะหนอนแดงน้ำที่สมบรูณ์เหมาะในการเพาะหนอนแดงคือน้ำที่มีอินทรียวัตถุที่ เน่าสลายแล้ว เพื่อให้หนอนแดงใช้เป็นอาหาร และเป็นวัสดุสร้างรังหรือปลอกหุ้มตัว รวมทั้งส่งกลิ่นอันน่าพิสมัยไปถึงแมลงริ้นน้ำจืด เพื่อชักนำให้มาผสมพันธุ์และวางไข่ ริ้นน้ำจืดนั้นชอบวางไข่ในน้ำนิ่งดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีปั๊มลมช่วย และพวกมันไม่ชอบลมจึงควรมีที่บังลมไว้ให้ก็จะดีมาก ที่บังลมนั้นควรมีความสูงประมาณ 1เมตร อาจจะใช้วัสดุเก่าอย่างมุ้งลวดก็ได้หรืออาจจะเป็นแผ่นไม้กระดานหรือแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด ถ้าใครชอบแนวธรรมชาติก็ปลูกต้นไม้ไว้บังลมก็ได้แต่ควรเป็นไม้พุ่มจะช่วยบังลมได้ดีกว่า ส่วนที่สำคัญอีกประการในการเตรียมตัวเพาะหนอนแดงก็ให้ระวังเรื่องศัตรูของหนอนแดง เพราะพวกมันคือเมนูโปรดของสัตว์หลายชนิดจึงต้องระมัดระวังอย่าให้มีศัตรูของพวกมันลงไปอาศัยอยู่ในบ่อเพาะพันธุ์เด็ดขาด ในส่วนของบ่อหรือภาชนะที่นำมาเพาะหนอนแดงนั้นเราควรทำความสะอาดและตากให้แห้งสัก 1-2วัน ก่อนนำมาใช้งาน

การเตรียมน้ำและบ่อในการเพาะหนอนแดง ซึ่งในส่วนนี้ผมเขียนไว้สองวิธีนะครับไม่เหมือนหรือคล้ายกันในบางส่วน ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบจะสะดวกวิธีไหน

แบบแรกก็คือผู้เพาะจะใส่ดินร่วนปนกับทรายลงไปในบ่อเพื่อให้เป็นที่อาศัยของหนอนแดง โดยดินทรายที่ใส่ลงไปไม่จำเป็นต้องหนามากให้สูงประมาณ 3เซนติเมตร ก็พอแล้วครับ จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดลงไปให้มีความสูงประมาณ 15-20เซนติเมตร ส่วนอีกวิธีก็คือก็ไม่ต้องใส่ดินทรายลงไปในบ่อ แต่ให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือจากบ่อปลาเก่าที่มีหนอนแดงเกิดอยู่นั่นล่ะครับ โดยก่อนปล่อยน้ำลงบ่อก็ให้ใช้ผ้ากรองแพลงตอนกรองน้ำก่อน เพื่อป้องกันศัตรูของหนอนแดงหลุดลงไป โดยเติมน้ำให้ได้ระดับความสูงของน้ำ 5-10 เซนติเมตร สำหรับวิธีที่สองนี้เหมาะกับคนที่อยากประหยัดเรื่องต้นทุนและลดความยุ่งยากในการเก็บหนอนแดงในภายหลัง

ต่อมาเรื่องของการเตรียมน้ำ เมื่อเราเติมน้ำลงไปแล้วอาจจะไม่มีสารอาหารเพียงพอกับการเติบโตของหนอนแดง ดังนั้นเราต้องใช้อินทรีย์สารหรือใส่สารอาหารลงไปในน้ำและเพื่อเป็นการล่อให้รินน้ำจืดมาวางไข่นั่นเอง สำหรับสารอาหารที่ต้องใส่ลงไปในน้ำก็คือ ปุ๋ยคอก กากถั่วเหลืองบดละเอียด รำละเอียด ปลาป่น โดยใช้อัตราส่วน 1:1:1 โดยใช้ในปริมาณ 100-150 กรัมต่อตารางเมตร โดยปล่อยทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเราใช้แต่ปุ๋ยคอกก็ให้ใช้ปุ๋ย 500-600 กรัมต่อตารางเมตร

การเตรียมน้ำเพื่อเพาะหนอนแดงนั้นเราควรมีการตรวจสอบคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำ เช่น พีเอช (pH) ควรอยู่ในระดับ 6.5-8.5 ความเป็นด่างหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ค่าอัลคาไลน์อยู่ในระดับ 50-300 ส่วน ในล้าน (ppm) ความกระด้างหรือฮาร์ตเนสอยู่ในระดับ 75-300 ส่วน ในล้าน ถ้าระดับของพีเอช (pH) ยังต่ำอยู่ก็ค่อยๆ เติมปูนขาว ครั้งละ 5-10 กรัม ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ทุกๆ 2 ชั่วโมง จนกว่าน้ำจะมีคุณสมบัติเหมาะสม

เมื่อเราเติมน้ำและเตรียมอาหารสำหรับหนอนแดงแล้วก็ให้ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2วัน หลังจากที่เราพักน้ำได้ 2วัน แล้วก็ให้เติมน้ำใหม่เข้าไปโดยให้มีระดับความสูงประมาณ 15-20เซนติเมตร เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเติมน้ำสองครั้ง ทั้งนี้ก็เพราะการผลิตหนอนแดงเป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ โดยการเรียกหรือล่อให้แมลงริ้นน้ำจืดมาวางไข่ด้วยการสร้างกลิ่นที่เกิดจาก การเน่าสลายของอินทรียวัตถุที่เราใส่ลงไปในบ่อ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีกับปริมาณของน้ำที่เราใส่บ่อไว้ครั้งแรก ดังนั้นหากในครั้งแรกถ้าเราใส่น้ำหรืออาหารมากหรือน้อยเกินไป จะไม่ได้ผล ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใส่อาหารลงไปมากกว่าที่กำหนดไว้ 2 เท่า  เราก็จะมีแขกรับเชิญตัวใหม่เข้ามาแทน นั่นคือแมลงวันครับ หรือถ้าเราเติมน้ำน้อยเกินไปเมื่ออาหารเน่าสลายจะเข้มข้นเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการดำรงชีวิตหรือการเจริญเติบโตของหนอนแดงวัยอ่อน ดังนั้นการเติมน้ำจึงควรทำ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การเพาะหนอนแดงมีความสำเร็จสูงนั่นเอง

เมื่อเราทำตามขั้นตอนในส่วนแรกหมดแล้วต่อไปก็ร้องเพลงรอครับ รอให้แมลงริ้นน้ำมาวางไข่และก็รอให้พวกมันฟักออกมาเป็นหนอนแดง ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลาประมาณ 3-4วัน โดยเราจะสามารถเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตหนอนแดงของเราได้ประมาณวันที่ 7 โดยตัวอ่อนของหนอนแดงจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำประมาณช่วงสายๆประมาณ 11 โมงเช้า ถึงช่วงบ่าย 3 โมงเย็นของวัน ซึ่งเราก็จะช้อนเก็บเอามาให้เป็นอาหารปลาได้ แต่หนอนแดงที่เลี้ยงในภาชนะที่มีดินทรายบนอยู่นั้นอาจจะมีเศษดินหรือสิ่งสกปรกติดมาเราจึงต้องนำไปร่อนทำความสะอาดก่อนนะครับ แต่สำหรับบ่อที่ไม่ได้ใส่ดินทรายลงไปก็หมดห่วงไปเรื่องของสิ่งสกปรกที่ติดมากับหนอนแดง การเก็บเกี่ยวหนอนแดงจากบ่อเพาะเราสามารถเก็บได้วันละครั้งในช่วงที่พวกมันลอยตัวขึ้นมา ซึ่งสามารถเก็บต่อเนื่องได้ประมาณ 20-30วัน และหลังจากนั้นจำนวนของหนอนแดงจะลดลง ซึ่งเราก็ควรจะล้างบ่อและเตรียมการเพาะครั้งใหม่ต่อไป

สำหรับเทคนิคในการเก็บหนอนแดงนั้นถ้าบ่อเพาะหนอนแดงของเราเป็นบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ ควรใช้อวนมุ้งเขียวสั้นๆ พอเหมาะกับความกว้างของบ่อ ลากเพียงครั้งเดียวก็จะได้หนอนแดงเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องลงไปเดินวนใช้สวิงช้อนในบ่อ เพราะการลงไปเดินวนหลายๆ รอบ เป็นการรบกวนหนอนแดงและจะเป็นแรงกระตุ้นให้หนอนแดงรีบเร่งพัฒนาตัวเองให้ กลายเป็นแมลงริ้นน้ำจืดเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งตรงนี้เรื่องของหลักการเอาตัวรอดในธรรมชาติของพวกมันนั่นเอง ปัจจัยอีกประการในการที่เราจะสามารถมีหนอนแดงให้เก็บเกี่ยวได้ยาวนานต่อรอบการเพาะเลี้ยงนั้นก็คือเรื่องของอาหาร เพราะเราต้องไม่ลืมว่าอาหารชุดแรกที่เราใส่ไว้ในช่วงเตรียมบ่อและน้ำนั้นจะหมดลงไปทุกวัน ดังนั้นเราจึงต้องเติมอาหารลงไป ประมาณ 50-100 กรัม ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ทุกๆ 3-7 วัน โดยหมักอาหารเตรียมไว้ไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ มีงานวิจัยได้ให้ ข้อมูลไว้ว่าการใช้กากถั่วลิสงป่นจะได้หนอนแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าและให้ผลผลิตสูงกว่าหนอนแดงที่ใช้อินทรียวัตถุชนิดอื่นๆในการผลิต โดยการให้อาหารเราจะนำอาหารที่หมักแล้วมาผสมน้ำในบ่อแล้วจึงตักสาดไปให้ทั่วบ่อ อย่าเอามาเทลงไปในบ่อตรงๆนะครับเพราะน้ำในบ่ออาจจะเน่าเสียก่อนที่สารอาหารพวกนี้จะย่อยสลายเป็นอาหารของหนอนแดง นอกจากการเพิ่มอาหารแล้ว เราก็ควรที่จะหมั่นตรวจสอบคุณภาพของน้ำด้วยอย่างน้อยก็สัปดาห์ละครั้ง ถ้าเราทำแบบนี้เราก็จะสามารถมีผลผลิตหนอนแดงให้เก็บได้ยาวนานขึ้น

การเก็บรักษาหนอนแดง อย่างที่บอกไว้ในช่วงต้นของบทความว่าหนอนแดงมีวงจรชีวิตที่ไม่ยาวมากนักดังนั้นเมื่อเราเก็บมาได้ก็สามารถนำไปให้ปลากินได้ทันที แต่หากมันมีมากเกินกว่าที่ปลาจะกินหมดในครั้งเดียวเราจึงต้องมีการเก็บรักษาเอาไว้โดยการเก็บรักษาหนอนแดงก็มีหลายวิธีดังนี้

         1. การเก็บสด คือการนำหนอนแดงพร้อมน้ำในบ่อเดิมเล็กน้อยมาใส่ภาชนะ เช่น ถังน้ำ หรือถุงพลาสติก แล้วเติมน้ำเขียวให้เล็กน้อย ถ้าเป็นถุงพลาสติกควรอัดออกซิเจนให้ด้วย แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส สามารถเก็บหนอนแดงไว้ในสภาพมีชีวิตได้นานหลายวัน แต่อาจจะมีหนอนแดงบางส่วนลอกคราบเป็นแมลงริ้นน้ำจืดบ้างเล็กน้อย

         2. การเก็บแห้ง เป็นการเก็บหนอนแดงไว้ในภาชนะปิด โดยใช้กระดาษทิชชูชุบน้ำให้ชุ่มแล้วห่อหนอนแดงไว้ นำไปเก็บในที่เย็นที่มีอุณหภูมิประมาณ 10-12 องศาเซลเซียส สามารถเก็บหนอนแดงในสภาพมีชีวิตไว้ได้นานหลายวันเช่นเดียวกัน แต่หนอนแดงจะเปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัยน้อยกว่าวิธีที่ 1

     3. การเก็บแบบแช่แข็ง โดยนำหนอนแดงใส่ถุงพลาสติกตามปริมาณที่ต้องการ โดยไม่ต้องใส่น้ำมากนัก แล้วนำไปแช่แข็ง การเก็บวิธีนี้หนอนแดงจะตายหมด แต่ยังสดและมีคุณค่าทางอาหารอยู่เกือบเหมือนหนอนแดงมีชีวิต เมื่อนำไปเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ควรใช้ปั๊มลมช่วยพ่นลมในน้ำให้ไหลปั่นป่วนให้หนอนแดงล่องลอยอยู่ในน้ำ ก็สามารถหลอกให้สัตว์น้ำเข้ามาจับกินได้เหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันว่าการทำธุรกิจปลาสวยงามและการเลี้ยงปลาสวยงามนั้น สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้คืออาหารสำหรับปลาสวยงามที่เราเลี้ยง และหนอนแดงก็ถือเป็นอาหารสดอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าอาหารที่ดีและเหมาะสมในการเลี้ยงปลาสวยงามและสัตว์น้ำนั่นก็เพราะหนอนแดงประกอบด้วยโปรตีนสูงถึงร้อยละ 31.22  ไขมันร้อยละ 1.21 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 1.22  เถ้าร้อยละ 0.89 มันจึงช่วยให้ปลาเติบโตเร็วและมีสีสันที่สวยงามนั่นเองครับ

ขอให้มีความสุขในการเลี้ยงปลาครับ

www.Thaifancyfish.com นิตยสารปลาสวยงามออนไลน์

 ** อ่านบทความการเลี้ยงปลาสวยงาม **

** พื้นที่โฆษณา การเลี้ยงปลาสวยงาม ขนาด 480 x 80 เพียง 200/เดือน **

สนใจ ติดต่อสอบถาม 081-4975227 หรือ Thaifancyfish@gmail.com

     

Tags : การเลี้ยงปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม โรคปลาสวยงาม

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท08/08/2017
ผู้เข้าชม4,065,101
เปิดเพจ5,472,261
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view