http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




การจำแนกเครฟิชสาย C

การจำแนกเครฟิชสาย C
กุ้งสี
กุ้งสี เครย์ฟิช
สวัสดีครับชาว FANCYFISH ทุกท่าน ผมภาคิณเจ้าเก่ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเครฟิชต่อจากครั้งแล้ว ได้กล่าวถึงครฟิชสาย P ไปแล้ว มาฉบับนี้ จะกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเครฟิชสาย C หรือชื่อเต็มๆคือสาย Cherax ซึ่งในประเทศไทยนั้น มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกจับจองเป็นเจ้าของ แต่ว่าจะมีบางสายพันธุ์ที่จะขาดตลาดเป็นระยะๆ เนื่องจากยังไม่สามารถ เพาะและขยายพันธุ์ในประเทศไทยเราได้ การจำแนกเครฟิชสาย C ในฉบับนี้ ผมจะบอกเล่าถึงแหล่งที่มาคร่าวๆ และ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการเครฟิช เพื่อให้ทราบและลองนำไปประยุคต่อยอดกัน ทั้งนี้สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆต้องเข้าใจ คำศัพท์ บางคำ เราต้องเข้าใจให้ตรงกัน ซึ่งต้องบอกว่าทั้งหมดที่ผมให้ข้อมูลท่านผู้อ่านนั้น คือข้อมูลจากประสบการณ์ของผมที่ได้ปฏิบัติ สังเกต ทดลอง จริงๆด้วยตนเอง จึงนำมาเล่าสู่กัน ทั้งนี้ ด้วยความที่เครฟิชไม่มีตำราตายตัว ทุกอย่างแล้วแต่ว่า ประสบการณ์ การเพาะการเลี้ยงเป็นรายบุคคล ท่านผู้อ่านต้องนำไปพิจารณาและตัดสินใจในแบบของตัวท่านเอง
คำศัพท์และหลักในการเลี้ยงที่เราควรรู้เกี่ยวกับเครฟิชสายพันธุ์นี้ หลักๆ ก็ไม่มีอะไรมากครับ

1. เครฟิชสายพันธุ์นี้สามารถเปลี่ยนแปลงสีได้ตลอด โดยแบ่งเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่ หลังจากลอกคราบ จากนั้นใน1เดือนหลังจากลอกคราบ สีก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นปกติ หรือ เป็นสีที่จะได้ตามที่เราตั้งใจไว้ หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นสีที่เราไม่ต้องการ เช่น กุ้งสีน้ำเงิน กินอาหารเม็ดบางยี่ห้อ หลังจากลอกคราบ เครฟิชเปลี่ยนเป็นสีขาว แต่หลังจากลอกคราบไปแล้วภายใน 1 เดือน สีจะเริ่มเข้มขึ้น จนกลายเป็นสีฟ้า จากนั้นเมื่อเกิน1เดือน สีก็จะเข้มขึ้นเนื่องจากเปลือกที่หนาขึ้นนั้นเอง จะเห็นได้ว่า ตรงจุดนี้จะนิยมเรียกกันเล่นๆ ในช่วง1เดือนนี้ว่า” สียังไม่แห้ง” (เปลือกจะค่อยๆแข็งขึ้นจึงทำให้สีค่อยๆเข้มขึ้น) ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าสีของเครฟิชสายซีนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอาหารการกินเป็นหลัก ที่จะส่งผลให้ออกสีใด ส่วนแสงและสภาพแวดล้อมนั้นจะส่งผลในเรื่อง สีที่เข้มขึ้น หรือ อ่อน
 

2. คำศัพท์คำว่า “ลูกนอก” “ลูกใน” ต้องบอกก่อนว่าทฤษฏีที่จะนิยามคำศัพท์ต่อไปนี้รูปแบบของผมเองครับ ซึ่งคำว่า ลูกใน ลูกนอก นั้น แต่ละคนนิยามไม่เหมือนกัน….
คำว่า

  •  ”ลูกนอก” นั้น ความหมายก็เข้าใจง่ายๆครับ คือ เครฟิชที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง ไม่ได้มาผสมพันธุ์ หรือเกิดในประเทศไทย ว่ากันง่ายๆก็เหมือนชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย แน่นอนว่ายอมพูดภาษาไทยได้ไม่ชัด ลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่ต่างชาติก็จะได้รับอิทธิพลเรื่องภาษา ถ้าเปรียบเป็นภาษาของนักพัฒนาสายพันธุ์ลูกที่เกิดจากลูกนอกจะเรียกกลุ่มนี้ว่า F1 ซึ่งมีไม่ใช่น้อยเลยที่นิยมเรียกกลุ่มเครฟิช F1 นี้ว่าลูกใน ซึ่งตามแนวของผมแล้ว F1 เป็นเพียงลูกนอกที่มาเกิดในไทยเท่านั้นเอง ยังไม่ได้มีการปรับตัว พัฒนาสายพันธุ์อะไรเลย ซึ่งจะกล่าวถึงหลักฐานอ้างอิงในหัวข้อต่อไป

 

  • คำว่า “ลูกใน” ก็คือ F1+F1 = F2 จากจุด F2 นี้แหละผมจึงจะเริ่มนับว่าเป็นลูกใน เหตุผลเพราะว่า F1นั้น ถ้าไม่สมบรูณ์จริงๆ จะเจริญเติบโตช้ามากๆ บางสายพันธุ์ 1ปี ขนาด ยังไม่ถึง2 นิ้วก็มีครับดังนั้น อุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดคือ การเจริญเติบโตไปสู่วัยเจริญพันธุ์ นั้นเอง เมื่อไม่สามารถจะ เจริญเติบโตได้เต็มที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล แวดล้อมอะไรก็แล้วแต่ เครฟิชตัวนั้นก็ไม่สามารถเพาะพันธุ์ไปสู่ F2 ได้ แต่ถ้าปรับตัวได้ แม้ขนาดจะไม่โตเทียบเท่าธรรมชาติที่ควรจะเป็น ก็สามารถให้ลูกได้เช่นกัน เช่น สายพันธุ์ที่คนไทยเรียกติดปากว่า แบล็ค ออเร้นจ์ เทล ที่สามารถไข่ได้ตั้งแต่ขนาด สองนิ้วขึ้นไป จากข้อมูลของเจ้า แบล็คออเร้นจ์เทลนี้แหละ ทำให้ผมได้รู้ว่า F3 F4 มีการเจริญเติมโตแตกต่างกันเรื่อยๆ จากที่ขนาด 1นิ้วใน 2เดือน ปัจจุบัน สามารถขึ้นขนาด 1 นิ้วได้ใน1เดือน ซึ่งผมเชื่อว่านี้คือผลของการพัฒนาและปรับตัวของเครฟิชนั้นเอง
     

3. ชื่อเครฟิชนั้น บางคน บางที่ บางประเทศ คนขายบางเจ้า จะเรียกชื่อไม่เหมือนกัน และสีที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็จะนำไปสู่ชื่อ ใหม่อีกชื่อ ซึ่งชื่อต่างๆเหล่านี้ เราจะต้องพยายามทำความเข้าใจก่อนครับ อีกทั้งเราอาจจะสับสนชื่อได้เช่น เพอเพิล กับ บลูเพิร์ล ซึ่ง บลูเพิร์ลนั้นคือ Cherax Albidus ส่วนเพอเพิลนั้น จะอยู่ในกลุ่ม Cherax Holtruisi อีกกรณี บลูล็อปเตอร์ เรนโบว์ และ ก้ามแดง สามชื่อนี้คือกุ้งตัวเดียวกัน เพียงแต่สีจะแตกต่างกันครับ อีกตัวก็จะเป็น เพอเพิล กับ แบล็คออเร้นจ์เทล ที่เป็นตัวเดียวกันต่างแค่สี สำหรับเจ้าตัวนี้อ่านต่อได้ในหัวข้อต่อไป เรื่องสีของเครฟิชนั้น เกิดขึ้นโดยได้รับอิทธิพลของอาหารที่กินไป ซึ่งจะกล่าวถึงพอสังเขบ ในหัวข้อต่อๆไป
 

เกริ่นเรื่องมายาวพอสมควรจากนี้ จะเข้าสู่เครฟิช สายพันธุ์หลักๆ ที่นิยมมากในประเทศไทย จริงๆมีมากกว่านี้ครับ แต่จะขอกล่าวแนะนำสายพันธุ์ที่ผมขอใช้คำว่า กุ้งตลาด เหตุผลที่เรียกเช่นนี้เพราะ ราคาสามารถซื้อได้ในราคาไม่แพงนัก และสามารถหาได้เรื่อยๆเป็นระยะๆ เอาล่ะ เข้าสู่เครฟิช ชุดแรก สายทางประเทศออสเตรเลีย

1. Cherax quadricarinatus (Red Claw, Blue Lobster, Rainbow)

คงไม่มีใครไม่รู้จักกุ้งสายพันธุ์นี้ครับ นี้คือต้นตำหรับเครฟิชที่เข้ามาในเมืองไทย ตามข้อมูลของผมที่ศึกษามา นี้คือเคชฟิชสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย คนไทยเราจะเรียกสายพันธุ์นี้ติดปากว่า เรนโบว์ (สีออกน้ำตาล) ปัจจุบัน เราจะนิยมเรียกว่า บลูล็อปเตอร์ (ฟ้าๆม่วงๆ) หรือถ้าเรียกชื่อตามสายพันธุ์เลยก็คือ ก้ามแดง เจ้าตัวนี้ มีถิ่นกำเนิดในประเทศ ออสเตรเลีย เจ้าเครฟิชสายพันธุ์นี้ ในประเทศไทยเรามีทั้ง เพาะเลี้ยงไว้เพื่อบริโภค และ เลี้ยงสวยงาน เป็นเครฟิชสายพันธุ์แรกที่สามารถ พัฒนาและเพาะเลี้ยงในประเทศไทยเราได้ โดยนิสัยของเครฟิชสายพันธุ์นี้ ถือว่าก้าวร้าวพอตัวเลยทีเดียว แต่ไม่ได้ดุแบบว่า วิ่งไล่กัดนะครับ ดุที่ว่าคือ เมื่อเวลาเลี้ยงรวมกันเยอะๆ ในพื้นที่จำกัด ส่วนตัวผมถือว่าเป็นเครฟิชสายพันธุ์ที่กินกันเองมากที่สุดเท่าที่เคยเลี้ยงมา ซึ่งเจ้าตัวนี้ราคาท้องตลาดถือว่าไม่แพง หาซื้อได้ง่าย มีให้เห็นตลอดปี ถือได้ว่าเป็นเครฟิชที่ได้รับความนิยมมากสำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงแรกๆ เจ้าตัวนี้ที่ผมเคยเห็นตัวใหญ่ๆในประเทศไทย ก็เกือบฟุตครับ

2.Cherax destructor

ถือว่าราชาแห่งวงการเครฟิชเลยก็ว่าได้ในขณะนี้ (ใครมีมีเดสถือว่าเชยเลยก็ว่าได้) เรามักจะเรียกสั้นๆว่า เดส ( DES ) เจ้าตัวนี้ มีถิ่นกำเนิดในประเทศ ออสเตรเลีย ด้วยรูปทรงที่บึกบึน จำนวนการลอกคราบที่บ่อย ทรงก้ามที่ดูใหญ่ สีสรร ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายสี น้ำเงิน น้ำตาล ฟ้า ม่วง ขาว น้ำตาลดำ ล่าสุดผมเพิ่งได้ลูกหลุดเป็นสีส้ม ทำให้ผมเริ่มมีความหวังทำในสีอื่นๆอีก จากที่เคยเข้าใจว่า ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นส้ม หรือ แดงได้ เพียงแต่ต้องทราบถึงปัจจัยองประกอบเรื่องอาหารว่า กินอะไรแล้วเมื่อลอกคราบออกมา จะกลายเป็นสีอะไร จากจุดนี้จึงทำให้เดสทัคเตอร์ เป็นกุ้งสาย C ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย เจ้าเดสทัคเตอร์นั้น สามารถเพาะพันธุ์ ในประเทศไทยได้แล้ว ส่วนนิสัยของเจ้าเดสทัคเตอร์ ถือว่าเป็นเครฟิชที่ ไม่ดุร้ายนัก ในกรณีที่เลี้ยงรวมๆกันหลายๆตัว โอกาสกินกันเอง ไม่สูงเท่าเจ้า Red Craw เมื่ออายุประมาณ5-6เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว ซึ่งช่วงที่ไข่จะติดมาก (โอกาสสลัดไข่ทิ้งน้อย ) จะเริ่มตั้งแต่ กรกฎาคม ไปจนถึง กุมภาพันธุ์ ( ฤดูฝน ถึง หมดฤดูหนาว ) ตามฤดูกาลในประเทศไทย แต่ถ้าอิงต่างชาติ จะไม่เหมือนกันครับ ปัจจัยทางระบบนิเวศไม่เหมือนกัน แต่ถ้าบ้านใครอากาศเย็นๆ น้ำเย็นๆ ก็ ติดลูกได้ตลอดปีครับ ขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็นคือเกือบๆ 6 นิ้วครับ

3.Cherax albidus

ถ้า Cherax destructor คือราชาแห่งเครฟิชเมืองไทย Cherax albidus ก็คือ ราชินิ แห่งเครฟิชในเมืองไทยครับ อบิดัส ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า บลูเพิร์ล ล่ะก็ต้องร้อง อ๋อ.... บลูเพิร์ลเองก็มีถิ่นกำเนิดในประเทศ ออสเตรเลียเช่นกันกับเดสทัคเตอร์ เป็นเครฟิชที่อยู่ในเหล่าเดียวกันกับเดสทัคเตอร์ เปรียบเทียบก็เหมือน สายP Clarkii กับ Alleni นั้นเอง ในประเทศไทยเอง ได้รับความนิยมอย่างมาก จำนวนกุ้งที่มีขายมีจำนวนจำกัด ราคาจึงสูง ข้อแตกต่างหลักๆ ของบลูเพิร์ลและ เดสทัคเตอร์ คือรู้ทรงของก้าม ที่จะไม่เหมือนกัน เรื่องของสี เมื่อก่อนเราจะเข้าใจกันว่าบลูเพิร์ลนั้น จะมีแต่สีฟ้าและน้ำเงินเท่านั้น และจะไม่สามารถเปลี่ยนสีได้ ในปัจจุบันนี้เข้าใจกันแล้วว่า บลูเพิร์ลเองนั้น ก็มีสีหากหลายเหมือนเดสทัคเตอร์ สามารถเปลี่ยนสีได้เช่นกัน ถ้าลองคนให้ในเวป ค้นหา ก็จะเห็น สีน้ำตาล สีฟ้า สีน้ำเงิน
บลูเพิร์ลถือว่าเข้ามาในไทยนานพอสมควร ในอดีตมีคนพัฒนาในประเทศไทยหลายคน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากเทียบกับเดสทัคเตอร์ที่มีผลผลิตอย่างต่อเนื่อง บลูเพิร์ลถือได้ว่า ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเลย ช่วงหนึ่งถึงกับหายหน้าหายตาไปจากตลาดเครฟิชบ้านเรา แต่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเข้ามาเรื่อยๆ ผมเองคาดว่า จากนี้ไม่นาน น่าจะมีเครฟิชบลูเพิร์ลลูกใน และพัฒนาจนสามารถเพาะพันธุ์ในได้เช่นเดียวกันเดสทัคเตอร์ แต่ต้องยอมรับว่า บลูเพิร์ลนั้น สลัดไข่ทิ้งเก่งจริงๆ
 

สายออสเตรเลียผ่านไป มาสู่สายพันธุ์ทางด้าน อินโดนีเซียกันบ้างครับ ส่วนใหญ่ถิ่นกำเนิดก็จะอยู่ที่ แถบปาปัวนิวกีนี อิเรียนจาญ่า ซึ่ง ผมจะนิยามเรียกกลุ่มเครฟิช กลุ่มนี้ว่า พวก “สายหลบ” จะหลบน้อยหลบมาก ก็แล้วแต่สายพันธุ์ครับ ซึ่งผมจะขอแนะนำถึงสายหลบน้อยก่อนครับ ส่วนชื่อนั้นต้องบอกก่อนว่า เป็นชื่อที่ บ้านเรานิยมเรียกนะครับ เราเรียกตามเอกลักษณ์ของเครฟิชตัวนั้นๆซึ่งบางทีต่างประเทศก็ไม่ได้เรียกเหมือนเรา

1. Cherax holthuisi Apricot

แอฟพิคอท เป็นเครฟิชที่นิยมมากๆยิ่งเมื่อช่วงเดือน สิงหาคม 55 ถือได้ว่า เป็นช่วง Popular มากครับ ปกติที่เราจะรู้จักกับเจ้าตัวนี้จะมีสีส้มเข้มไปจนถึงส้มอ่อนๆ แต่ก็มีหลายๆท่าน ที่เลี้ยงให้เป็นสีฟ้า สีขาว ได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะทำได้นะครับ แอฟพิคอทถือว่าเป็นเครฟิชที่รักสงบ ไม่นิยมไปไล่ตีกับเพื่อนร่วมตู้สายพันธุ์เดียวกันหรือเหล่าเดียวกัน ในประเทศไทยผมถือว่าได้รับความนิยมสูงและหาซื้อได้ไม่ยาก มีบางช่วงที่ขาดหายไป ในประเทศไทยนั้น สายพันธุ์นี้ ถือว่าสามารถให้ลูกได้ในเมืองไทย เพาะติดกันหลายคนไม่ว่าจะมืออาชีพหรือ ผู้เลี้ยงทั่วไป เมื่อก่อนมีคนเพาะลูกในF2 ได้แล้ว แต่ตอนนี้เงียบหายไปจึงกลับมาสู่ F1 กันใหม่อีกครั้ง ผมเชื่อว่าเจ้าแอฟพิคอทนี้ มีแว่วที่จะเพาะพันธุ์ในไทยได้สำเร็จแน่นอน

2. Cherax holthuisi Black Orangce Tip

มาถึงตัวที่สอง เจ้าดำตะเข็บส้ม ด้วยสีตัวที่ดำ ตัดตะเข็บตัวเป็นสีส้ม เปลือกที่หนาและดำเงานั้น เป็นอะไรที่น่าหลงไหลยิ่งนัก เจ้าแบล็ค ออเร้นจ์ ทิปนี้ อุปนิสัยก็เหมือนแอฟพิคอทครับ เป็นเหล่าเดียวกัน ตามทฤษฏีผม น่าจะสามารถผสมพันธุ์ข้ามสีได้ จากที่สังเกตเวลากุ้งที่นำเข้ามาบางตัว มีเอกลักษณ์ ของสองตัวนี้อยู่ตัวเดียวกัน เป็นเครฟิชอีกหนึ่งสายพันธุ์ ที่คาดว่าน่าเพาะพันธุ์ในบ้านเราได้ในไม่ช้า

3. Cherax holthuisi Blank Orangce Tail&Purple

และแล้วก็มาถึงสายพันธุ์ลูกรักของผม ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าสองชื่อนี้คือตัวเดียวกัน แบล็คออเร้นจ์เทล คือตัวสีดำหางส้ม

ที่เกิดจากการกิน อาหารจำพวกพืช จึงทำให้เป็นสีเข้มดำ แต่ถ้าเป็น เพอเพิล จะเป็นสีฟ้า น้ำเงิน ม่วง นั้นเกิดจากการกินอาหารจำพวก อาหารเม็ด กุ้งฝอยต้ม และไม่ได้กินพืช

ดังนั้น เพอเพิลเองถ้ากินพืชก็กลายเป็น แบล็คออเร้นจ์เทลได้ และถ้าแบล็คออเร้นจ์เทล กินอาหารเม็ดต่อเนื่องจนลอกคราบ ก็จะกลายเป็นเพอเพิลได้เช่นกัน ผมขอเรียกสั้นๆของสายนี้ว่าเพอเพิล เพอเพิล ถือว่า ได้รับความนิยม มาก แต่อาจจะไม่หวือหวาเท่าเดสและบลูเพิร์ล แต่ก็ถือว่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเช่นกัน เจ้าเพอเพิลนี้ สามารถเพาะพันธุ์ได้ในไทยแล้ว ลูกในไทยแท้ๆ อันนี้ผมรับประกันได้ด้วยตนเองเพราะผมพัฒนาเจ้าสายนี้อยู่ ผมได้ลูกเครฟิชของลูกนอกที่มาเกิดในไทยมา 5 ตัว ผมเลี้ยงอยู่เป็นปี จึงได้ขนาด 2นิ้วครึ่งโดยประมาณ จากนั้น ก็ไข่ ลูกที่ได้ ใช้เวลาประมาณ 9เดือน จึงมีขนาด2นิ้วกว่าๆ จากนั้น ให้ลูกออกมา ปัจจุบันใช้ระยะเวลา 3เดือน เพื่อให้ได้ขนาด 2นิ้วกว่าๆ จะเห็นได้ว่า มีการปรับตัวและพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด จุดนี้แหละครับที่ทำให้ผมเก็บข้อมูลและอ้างอิงใช้เปรียบเทียบ กับสายพันธุ์อื่นๆ ถึงความน่าจะเป็นต่างๆ และนำไปประยุคทดลอง กับเครฟิชสายพันธุ์อื่นๆ วิธีการเลี้ยงไม่ยากครับ เป็นกุ้งที่รักสงบ 1 ตู้เลี้ยงได้หลายตัว จากประสบการณ์ผม ยังไม่เคยเจอที่กินกันเองครับ เจอแต่เด็ดก้ามเพื่อน แต่!!! เวลาเลี้ยงคู่กับสายอื่นๆ เช่น เดสทัคเตอร์ ระวังเดส จะโดน ฆาตรกรรมได้นะครับ ต่างสายพันธุ์มักจะโดนเจ้าเพอเพิลสังหาร

เข้ามาสู่กลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ชอบหลบเป็นชีวิตจิตใจ ในกลุ่มนี้หากใครโชคดีได้ตัวไม่ค่อยหลบก็ดีไปครับ แต่ถ้าใครได้ตัวหลบเก่งๆ พูดได้คำเดียวว่า แค่เดินออกมาให้เห็น ก็เหมือนถูกหวยครับ เลี้ยงง่ายจนเหมือนไม่ได้เลี้ยง เหมือนตั้งตู้เปล่าๆไว้กันเลยทีเดียว

1. Cherax peknyi “Zebra”

หนึ่งตำนานเครฟิชยอดนิยมในประเทศไทยครับผม เราจะเรียกติดปากว่าม้าลาย บางประเทศจะเรียกว่า Tiger ด้วยสีของตัวจะตัดกันเหมือนม้าลาย เหมือน ลายเสือ นั้นเอง เจ้าม้าลาย นี้ เป็นกุ้งเครฟิชจากอินโดที่หาได้ไม่ยาก อีกทั้งราคาก็ไม่แพงหากเทียบกับตัวอื่นๆ ถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง หากถามว่าเลี้ยงยากหรือไม่ ปัญหาเดียวของม้าลายคือการลอกคราบครับ มักจะตายช่วงลอกคราบ ไม่ว่าจะลอกไม่ออก หรือ ร่างนิ่มตาย ม้าลายเป็นเครฟิชที่มีคนพยายามเพาะลูกใน แต่ก็ยังไม่สามารถมีลูกในไทยแท้ๆได้ ส่วนมากจะจบอยู่แค่ F1 เนื่องจากขนาดที่ม้าลายจะไข่อยู่ที่ประมาณ เกือบๆ3 นิ้ว ลูกF1 ที่เกิดมา เกือบปีแล้วยังไม่ถึงสองนิ้วก็มี อุปสรรคนี้ยังหาวิธีการแก้ไม่ได้ครับ จึงทำให้ ม้าลาย ยังไม่มีลูกในไทยแท้ได้ เช่นเดียวกับแอฟพิคอท เมื่อก่อนมีคนเคยทำลูกในF2ได้ แต่ก็หายไปแล้ว จึงต้องเริ่มต้นใหม่ หากถามว่ายากไหม๊ในสายตาผมที่จะมีลูกใน ผมบอกเลยว่ายากครับ ด้วยจำนวนกุ้งที่นำเข้ามาในไทย ผมถือว่า เยอะที่สุด เยอะกว่าเดสทัคเตอร์ เสียอีก แถมเข้ามาก่อนเดสทัคเตอร์อีกต่างหาก แต่ก็ยังไม่สามารถทำลูกในได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพยายามศึกษาและขบคิด คือปัจจัยเรื่องอาหารและสิ่งแวดล้อม

2. Cherax SP. Hoa Creek (Iran Jaya / Bluemoon / New red /Tri Color )

สำหรับสายนี้ ผมขอเหมารวมครับ ผมเองยอมรับว่า ไม่ได้เลี้ยงครบทุกสี และภาพถ่ายที่มีของผมเองก็ไม่ครบทุกตัว ( หากผู้อ่านสนใจอยากเห็นหน้าตาของเจ้าเครฟิชสายพันธุ์นี้ ลองค้นหาในเวปคนหาดูครับผม ) จากข้อมูลที่ผมมีและศึกษา สรุป ออกมาว่า สาย SP นั้น น่าจะเหมือน กลุ่มสาย P Clarkii ที่มีสีแตกต่างกัน แต่ก็สามารถผ่าเหล่าให้ลูกสีต่างๆได้ สามารถข้ามสีกันได้ หลักฐานอ้างอิงที่ผมมีคือ สามครั้งที่ผมมีโอกาสได้ลูกเครฟิช ลูกนอกที่มาเกิดในไทยเรา ครั้งแรก ลูกของอีเรียนจาญ่า ซึ่งจะต้องมีสีม่วงเป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อโตมาประมาณ 1นิ้วครึ่ง เอกลักษณ์นั้น กับกลายไปเป็น ตัวสีน้ำตาลและก้ามสีฟ้า ซึ่งจะไปตรงกับเอกลักษณ์ของ ไตรคันเลอร์ ครั้งที่สอง ผมได้ลูกของไตรคันเลอร์มา สองตัว พอได้ขนาด 1นิ้วครึ่ง สิ่งพี่ผมเห็นคือ ตัวนึงมีสีน้ำเงินเข้ม จุดขาวก้ามน้ำเงิน อีกตัว น้ำตาลก้ามน้ำเงิน นั้นคือ ตัวแรกเป็นเอกลักษณ์ของ บลูมูน และ อีกตัวเป็นเอกลักษณ์ของไตรคันเลอร์ และครั้งสุดท้าย ผมได้ลูกบลูมูนมา สามตัว ทั้งสามกลายเป็น ไตรคันเลอร์ จากจุดนี้ผมจึง สันนิฐานว่า เจ้าสาย SP นี้ น่าจะข้ามสีกันได้และมีโอกาสให้ลูกข้ามสีกันได้ ประวัติในเมืองไทย เจ้าสายนี้ ถือว่ามีการนำเข้ามาเรื่อยๆ มีผู้เพาะพยายามเพาะอย่างมาก รวมถึงตัวผมเองด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จบที่ F1 เช่นกัน จึงทำให้ยังไม่สามารถ พัฒนาสายพันธุ์ในประเทศไทยได้ครับ
 

ก็จบเรื่องของสาย C ต่างๆเอาไว้เพียงเท่านี้ อย่างที่ได้บอกครับ ยังมีสายC และสาP แปลกๆใหม่ๆที่กำลังนำเข้ากันอยู่ในตอนนี้ แต่ปริมาณไม่ได้มากเนื่องจากเป็นลํกษณะ จากผู้เพาะเลี้ยงต่างชาติ ส่งต่อมาให้ผู้เพาะเลี้ยงในไทยเรา ซึ่งจะต่างจากสายอินโดที่ เข้ามาเป็นพันๆตัว ดังนั้น อดใจรอสายแปลกๆใหม่ๆกันสักนิดครับ บ้านเราเก่งกันอยู่แล้ว

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัย สามารถ ADD Facebook มาได้ที่ https://www.facebook.com/P.K.Bluemoon หรือ https://www.facebook.com/groups/244217429014166/ ก็ได้นะครับ สำหรับฉบับนี้ ของจบไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่ติดตามครับ
 

ภาคิณ

 pkfarmily@hotmail.com

ภาคิณ

 
 

Tags : การเลี้ยงปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท13/06/2017
ผู้เข้าชม3,982,938
เปิดเพจ5,372,479
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view