http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




วิกฤต หรือ โอกาส AEC กับธุรกิจปลาหางนกยูงในประเทศไทย

วิกฤต หรือ โอกาส  AEC กับธุรกิจปลาหางนกยูงในประเทศไทย
อนุชาปลาหางนกยูง

ปลาหางนกยูง

 

 

วิกฤต หรือ โอกาส

AEC กับธุรกิจปลาหางนกยูงในประเทศไทย

สวัสดีครับแฟนๆ www.thaifancyfish.com ทุกท่าน เข้าสู่เดือนแห่งการร่วมกันทำบุญในเทศกาลกินเจ เป็นการลดการเบียดเบียนสัตว์ ก็ขอให้แฟนๆทุกคนได้รับบุญกันถ้วนหน้านะครับ บทความครั้งนี้ผมต้องให้ บก. ตามแล้วตามอีกหลายรอบต้องขออภัยด้วยนะครับ สารภาพเลยว่าลืม เนื่องจากภารกิจเยอะมากโดยเฉพาะการ สอนหนังสือ เอาเป็นว่าในที่สุดก็ส่งบทความในครั้งนี้ให้แล้ว

ผมได้แนวความคิดจากฉบับที่ผ่านมาเห็นว่ามีการนำเสนอตัวเลขการส่งออกของปลาสวยงามในประเทศไทยซึ่งปลาหางนกยูงก็ติดอันดับที่ 6-7 โดยมีมูลค่าการส่งออกไม่สูงมากนักผมจึงสนใจที่จะนำเสนอการทำธุรกิจปลาหางนกยูงในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะเกิด AEC (Asean Economics Community) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม“อาเซี่ยน” เพราะผมว่าเป็นโอกาสของเกษตรกรชาวไทยที่จะฉกชิงโอกาสที่จะทำธุรกิจปลาหางนกยูงหรือปลาสวยงามทุกประเภทอย่างเต็มตัว

ปลาสวยงามกับAECผมจะขอพูดเฉพาะการทำธุรกิจปลาหางนกยูงเท่านั้นนะครับเพราะถ้าพูดทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์และคาดว่าถ้าจะเขียนนำเสนอจริงๆหนังสือทั้งเล่มคงลงกันไม่หมดเป็นแน่ธุรกิจปลาสวยงามกับประเทศไทยมีมานานมากแล้วนะครับปัญหาที่เกิดกับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามเชิงธุรกิจนั่นก็คือ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ว่าจะเรื่องการให้ความรู้ในการเพาะเลี้ยง การจัดสรรเงินลงทุน การสนันสนุนหาแหล่งจำหน่าย นั่นหมายความว่าเกษตรกรบ้านเราจะโดนปัญหาเดียวกันหมด สาเหตุหลักเพราะภาครัฐยังให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรน้อยเกินไป ผมยกตัวอย่างธุรกิจปลาสวยงามของประเทศญี่ปุ่นเชื่อหรือไม่ว่าการส่งออกปลาสวยงามของประเทศญี่ปุ่นติดอันดับต้นๆของมูลค่าการส่งออกนำเงินเข้าประเทศมากมาย เกษตรกรของเขาเองรัฐบาลให้การดูแลอย่างดีเยี่ยม สวัสดิการ เงินลงทุน การตลาดพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ซึ่งบ้านเรากลับตรงข้าม เพราะฉะนั้นการที่วงการธุรกิจปลาสวยงามบ้านเราไม่หวือหวานั้นส่วนหนึ่งมาจากขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นส่วนสำคัญ ธุรกิจฟาร์มปลาหางนกยูง กับAECแต่กรณีที่จะเปิด AEC นั้นถือเป็นโอกาสของเกษตรกรที่ทุกคนจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นและบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นนี่เองที่จะทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมาให้ความสำคัญเนื่องจากว่า เมื่อเกิด AEC นักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญกับธุรกิจปลาสวยงามและปลาหางนกยูงได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่รวมนักลงทุนที่อยู่นอกกลุ่มอาเซียน เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ทุกคนต่างเข้ามาหาลู่ทางในการทำธุรกิจ ประเทศไทยหลายต่อหลายคนรู้ดีว่ามีทรัพยากรและอากาศที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาสวยงามและเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในภูมิภาคเอเซียหากนักลงทุนเข้ามาประเทศไทยเมื่อไหร่ก็จะเกิดการติดต่อกับเกษตรกรเองโดยตรงโดยที่เราไม่ต้องง้อนโยบายการหาตลาดจากภาครัฐอีกต่อไปการทำธุรกิจปลาสวยงามต่อไปจะเป็นการทำธุรกิจแบบผูกขาดเกษตรกรเองก็จะเริ่มมีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น แต่ผลกระทบก็จะเกิดกับตลาดภายในประเทศที่อาจจะมีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจจะต้องมีการนำเข้าปลาสวยงามและปลาหางนกยูงในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบันสุ่มเสี่ยงต่อภาวะการขาดดุลทางการค้าหรือโรคติดต่อใหม่ๆได้ ผมจึงจะนำเสนอต่อไปว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นช่วงนาทีทองของ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามรวมถึงปลาหางนกยูงของไทย เราควรเริ่มสร้างความน่สเชื่อถือให้กับนักธุรกิจ ต่างชาติถึงคุณภาพของสินค้า ผมจึงขอให้แนวทางในการปรับยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจปลาสวยงามเพื่อ รองรับ AEC ดังต่อไปนี้

1.จัดระบบการเลี้ยงให้ถูกต้องมีมาตรฐานตามหลักสากลทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคตทั้งนี้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามทุกคนสามารถที่จะขอรายละเอียดกาารขึ้นทะเบียนเป็นผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามได้ที่กระทรวงเกตษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่แต่ละจังหวัดซึ่งการชึ้นทะเบียนดังกล่าวจะเป็นสิ่งสำคัญที่เกษตรกรสามารถดำเนินธุรกิจปลาสวยงามกับต่างประเทศได้อย่างง่ายขึ้น ถามว่าเขาจะดูอะไรจากฟาร์มเราบ้าง หลักๆก็คือจะดูในเรื่องของการควบคุมโรคติดต่อที่เกิดกับปลาสวยงามและปลาหางนกยูงซึ่งมีมากมายหลายโรคเพื่อไม่ให้ระบาดไปยังประเทศของลูกค้า ดูเรื่องของการบำบัดน้ำเสียของฟาร์มว่าฟาร์มมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมหรือไม่ นอกนั้นเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆครับ ดังนั้นสิ่งแรกที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามควรทำก็คือการขึ้นทะเบียนนะครับให้ถูกต้องครบถ้วน รีบเลยนะครับ

2. ลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญเพราะกำลังซื้อมหาศาลคือประเทศจีน ด้วยเหตุผลที่ว่าในอนาคต จะมีการเปิดเส้นทางเดินรถไฟระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย โดยวิ่งเฉลี่ย 3 เที่ยวต่อวัน วันละไม่ต่ำกว่า 2,000 คน นั่นหมายความว่า จะมีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวจีนเดินทางมาประเทศไทยสะดวกขึ้น โอกาสที่ธุรกิจปลาสวยงามจะขยายตัวย่อมมีมากขึ้นกว่าปัจจุบันมาก ดังนั้นหากใครต้องการขายปลาให้นักธุรกิจชาวจีนก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องศึกษาถึงความต้องการของตลาดในประเทศจีนกันอย่างลึกซึ้ง เราสามารถดูกระแสของตลาดในอนาคตของจีนได้โดยดูจากตลาดปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันผู้เพาะเลี้ยงปลาหางนกยูงบ้านเรายังมีการนำเข้าปลาบางสายพันธุ์จากชาวจีน การคาดเดาในความต้องการของตลาดประเทศจีนคงไม่ใช่เรื่องยากและด้วยความสามารถของเกษตรกรชาวไทย คงไม่ลำบากที่จะพัฒนาสายพันธุ์ปลาหางนกยูงให้แก่ชาวจีนกันนะครับ

3. ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็มีนักธุรกิจเข้ามาอยู่บ้าง แต่ส่วนมากนั้นจะมุ่งเน้นไปที่ตลาดประเทศจีน เนื่องจากประเทศเหล่านี้จะเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยเฉพาะสิงคโปร์ เนื่องจากภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้เพาะเลี้ยงเอง และเขาได้เปรียบในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เขาจึงสามารถขยายตลาดไปทางทวีปยุโรปและอเมริกาได้ แต่เกษตรกรที่ไม่รู้ภาษาก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะว่าการทำธุรกิจกับประเทศเหล่านี้เขาจะใช้ล่ามในการติดต่อสื่อสารกับคนไทย บางคนสื่อสารภาษาไทยได้บ้าง

4. ต้องพัฒนาในเรื่องของวิศพันธุกรรมศาสตร์ อย่างถูกต้องตามหลักทางวิชาการ โดยทำอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ภาครัฐจะต้องเร่งให้ความรู้หรือสนับสนุนบุคลากรที่จะให้คำปรึกษาในเรื่องดังกล่าว เพราะในปัจจุบัน Breeder ของเรานั้น ทำปลาในลักษณะที่ไม่เป็นวิชาการมากนัก ดังนั้นสายพันธุ์ปลาที่ได้แม้จะสวยแต่จะขาดมาตรฐานของสายพันธุ์ปลาไปหากเราสามารถพัฒนาศาสตร์ด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเราต้องศึกษากระบวนการดังกล่าวจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีมาตรฐานในการผลิตปลาสวยงามอยู่ในระดับโลก

5.ในเรื่องของภาษาหากเกษตรกรบ้านเรามีความสามารถก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันที่มากขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลจนไม่ได้พัฒนาในเรื่องอื่นเลยนะครับ เพราะระบบการทำธุรกิจของประเทศเหล่านี้จะมีผู้อำนวยความสะดวกด้านภาษาต่างๆอยู่

6. หาจุดขายของแต่ละฟาร์มให้ได้ เช่น สามารถผลิตปลาสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งได้เด่นเป็นพิเศษนั่นจะเป็นจุดขายให้กับฟาร์ม สุดท้ายลูกค้าจะวิ่งมาหาเราเอง และเรายังมีทักษะที่ดีในการพัฒนาสายพันธุ์ปลาบางสายพันธุ์เป็นพิเศษ

 7.เตรียมหาแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อการขยายธุรกิจหากมีความจำเป็นหากมีทุนของตนเองสำรองไว้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะจะคล่องตัวที่สุดเนื่องจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินอาจจะล่าช้าไม่ทันต่อการแข่งขันได้

ขอกล่าวเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เพราะแค่นี้ก็มากมายจนหลายคนสับสนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหรือหลัง เอาเป็นว่าค่อยๆปรับตัวกันไปนะครับ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยสามารถสอบถามได้นะครับ
 


 

 ** พื้นที่โฆษณาหน้าปลาหางนกยูง 460x80 เพียง 200บาท/เดือน **

สนใจโทร 081-4975227 หรือ e-mail: Thaifancyfish@gmail.com

 

Tel 0815556063 Anucharinphome@hotmail.com

อ่านบทความปลาหางนกยูง

อาจารย์อนุชา อินพุ่ม

ผศ.อนุชา อินพุ่ม

 

Tags : ปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท08/08/2017
ผู้เข้าชม4,065,087
เปิดเพจ5,472,247
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view