http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




ปลาเสือตอ ความหวังที่รอคำตอบ

ปลาเสือตอ ความหวังที่รอคำตอบ

ปลาสวยงาม

 

 

เสือตอ ความหวังที่รอคำตอบ

เรื่องราวเสือตอถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวขานในตลอดช่วง 3-4 ทศวรรษจวบจนปัจจุบัน ส่วนนึงมาจากคำถามที่ว่า เสือตอของสยามสูญพันธุ์ไปแล้วใช่หรือไม่? หลายคำตอบ บอกว่าใช่ แต่ในความรู้สึกสูญเสียนี้ ยังแฝงความคาดหวังเหลืออยู่.

ครั้งนึงผมได้รับข้อความเชิงแนะนำผมว่า หากจะแยกปลาเสือตอให้ได้ว่าตัวไหนเป็นเสือตอเขมร เสือตออินโดนีเซีย ผมควรจะหาปลามาเลี้ยงสักประมาณ 10-15 ปี ไม่นานก็คงพอทราบ.พอกลับมานั่งคิดถึงคำแนะนำนี้ เลยนึกขึ้นได้ว่าจริงๆเราก็พอมีหนังสือ หรือรายงานทางวิชาการที่พูดถึงปลาตัวนี้ .เลยอยากจะชักชวนหลายๆท่านที่สนใจในปลาเสือตอเข้ามาร่วมรับรู้กับเนื้อหาเหล่านี้ไปพร้อมๆกันครับ.

ปลาเสือตอ นับแต่ในอดีตถูกจับโยงไปอยู่ในวงศ์ (Family) อื่นมากมาย เช่น วงศ์ Lobotidae ,วงศ์ Pristipomatidae . หรือ วงศ์ Coiidae. เป็นต้น สุดท้ายมาจบลงด้วยดีที่วงศ์ Datnioididae. โดยมีสกุล Datnioides .(อ่านออกเสียงว่า แดท-นิ-ออย-ดิส) เป็นสมาชิก คำถามต่อมาคือ แล้วทั้งวงศ์ กับสกุลเกี่ยวข้องอย่างไรกับปลาเสือตอ. คำตอบคือ ปลาเสือตอ ชื่อสามัญทั่วไปนี้ เป็นสมาชิกของสกุล Datnioides . ณ.ปัจจุบันมีรายงานอย่างเป็นทางการว่ามีทั้งหมด 5 ชนิด. ประกอบด้วย.

1) Datnioides polota (Hamilton 1822) ชื่อนี้มีภาษาท้องถิ่นที่เป็นภาษาไทยว่า ปลากะพงลาย ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงชื่อวิทยาศาสตร์จากเดิมคือ. Datnioides quadrifasciatus (Sevastianov 1809) เปลี่ยนเป็น Datnioides polata (Hamilton1822)

2) Datnioides campbelli Whitley 1939 ชื่อนี้ในวงการปลาสวยงามบ้านเราเรียก เสือตอปาปัวร์ คงจะสื่อถึงรูปร่าง และ แหล่งที่มาของเขา คือ ปาปัวร์นิวกินี

3) Datnioides undecimradiatus (Roberts & Kottelat 1994) มีชื่อขานปลาที่พบบริเวณตอนกลางและตอนล่างของแม่น้ำโขงตัวนี้ว่า ปลาเสือตอลายเล็ก.

4) Datnioides microlepis Bleeker 1853

5) Datnioides pulcher (Kottelat 1998)

**หมายเหตุ** ที่ผมไม่ระบุชื่อทั่วไปให้กับปลาเสือตอทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสาเหตุว่า ต่อจากนี้ไปผมจะนำเสนอเรื่องราวของปลาเสือตอ ที่ปรากฏตามหนังสือและรายงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับปลาทั้งสองชนิดนี้ครับ.

บทที่ 1 “ The Fresh-water Fishes of Siam, or Thailand.”

หนังสือเล่มนี้ถูกพิมพ์ขึ้นครั้งแรกประมาณ ปี พ.ศ.2488 โดยอาจารย์สมิธ ในหนังสือเล่มนี้ท่านบรรยายปลาไทยไว้มากมาย มีวิธีการจำแนกปลาสกุลเดียวออกมาเป็นชนิดต่างๆ ความหมายก็คือ ปลาสกุลเดียวแต่ประกอบด้วยหลายชนิด เป็นต้น. ในส่วนของปลาเสือตอ อาจารย์ท่านบรรยายไว้ดังนี้ครับ.

ปลาเสือตออยู่ในวงศ์ Lobotidae. ในสกุล แดท-นิ-ออย-ดิส( Datnioides .) มีความพยายามโยงปลาในสกุลนี้ไปอยู่ในวงศ์ต่างๆโดยนักอนุกรมวิธาน อย่างเช่น อาจารย์กุนเธอร์ ระบุว่าปลาตัวนี้อยู่ในวงศ์ Pristipomatidae . อาจารย์บูลองเช่ห์ , อ. บริดจ์,อ.จอร์แดน,อ.เวเบอร์ และ อ.เดอ โบฟอรท์ ระบุว่าปลาตัวนี้อยู่ในวงศ์ Lobotidae . เป็นต้น.

ในขณะนั้นระบุชนิดที่พบเพียง 2ชนิด พบการกระจายทั้งในลำธาร และ ทะเลสาบของ อินเดีย พม่า ไทย มาลายา และ อินโดนีเซีย.

1A) มีเกล็ดเส้นข้างลำตัว =70เกล็ด ,จำนวนเกล็ดนับจากจุดเริ่มต้นของครีบหลังลงมาจนถึงจุดเริ่มต้นของครีบท้อง =(10)12-1-20(23) เกล็ด ,มีก้านครีบหลัง = 13-14 ก้านครีบ , แถบน้ำตาลเข้มพาดผ่านลำตัว 8-10แถบ , มีจุดดำบริเวณที่เปิดปิดเหงือก……………………………… Datnioides quadrifasciatus .(ปัจจุบันเป็น Datnioides polata )

1B) มีเกล็ดเส้นข้างลำตัว =105เกล็ด ,จำนวนเกล็ดนับจากจุดเริ่มต้นของครีบหลังลงมาจนถึงจุดเริ่มต้นของครีบท้อง = 20-1-40 เกล็ด ,มีก้านครีบหลัง = 15-16 ก้านครีบ , มีแถบดำพาดผ่านลำตัวไปตลอดชีวิต ,ไม่มีจุดดำบริเวณที่เปิดปิดเหงือก……………………………………………… Datnioides microlepis.

**หมายเหตุ** ความหมายตัวเลขจำนวนเกล็ดนับจากจุดเริ่มต้นของครีบหลังลงมาจนถึงจุดเริ่มต้นของครีบท้อง = 20-1-40 เกล็ด หมายความว่า โดยปกติปลาเสือตอหรือปลาส่วนใหญ่หากนำมาวางลง สังเกตุด้านข้างจะเห็นเป็นจุดประๆที่อยู่บนเกล็ดลากยาวตั้งแต่หลังที่เปิดปิดเหงือก รอยจุดนี้จะไปสิ้นสุดที่คอดหางของปลา เกล็ดที่มีรูหรือจุดประนั่นคือตัวเลขที่แทนเลข 1สรุปว่า 20-1-40 = จำนวนเกล็ดนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของครีบหลังลงมาชนกับเกล็ดที่มีจุดประนั้น เกล็ดที่มีรูหรือจุดประจำนวนหนึ่งเกล็ด เริ่มนับจำนวนเกล็ดใต้เกล็ดจุดประนั้นลงมาจนถึงจุดเริ่มต้นของครีบท้อง.

Datnioides microlepis.

เป็นปลาที่มีรูปร่างและสีที่สะดุดตา อาศัยอยู่ในบอร์เนียว สุมาตรา กัมพูชา และไทย(พบในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน่าน และบึงบอระเพ็ด) ความยาวที่เห็นโดยทั่วไปประมาณ 20 ซม. ปลาชนิดนี้สามารถยาวได้ถึง 40 ซม.

สีของลำตัวที่พบเห็นมีตั้งแต่สีเหลืองอ่อน สีแทน หรือสีออกครีมจางๆไปทางอมเหลือง เป็นต้น สีจึงมีส่วนผกผันกับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ อาจารย์ Chevey ท่านระบุว่าปลาที่พบในหมู่เกาะมีประมาณ 7แถบ ขณะที่ปลาพบในผืนดินมีเพียงแค่ 6แถบ โดยเฉพาะแถบที่ 3และ4 ที่สร้างความสับสน ตัวอย่างปลาเสือตอของไทย กับทางกัมพูชา ดูคล้ายกัน ท่านจึงระบุว่าปลาในผืนดินมีการแข่งขันทางภูมิศาสตร์ที่เด่นชัด แต่จะไม่ขอเพิ่มเติมชื่อเนื่องจากเป็นเพียงความหลากหลายของสีมากกว่า .

ส่วนปลาเสือตอไทยนั้นมีรายละเอียดระบุว่าในช่วงน้ำขึ้นปลาจะเดินทางเข้ามาวางไข่ในบึงบอระเพ็ด และจะจากไปในฤดูใบไม้ร่วงที่ระดับน้ำเริ่มลดลง หลังจากที่บึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่แบบถาวร ทำให้ทางน้ำที่เคยเป็นที่เดินทางเข้าออกเต็มไปด้วยอุปสรรค ดังนั้นปลาที่โตเต็มวัยไม่ว่าจะเป็นปลาชนิดอื่นและเสือตอ จึงอาศัยอยู่ในบึงบอระเพ็ดเรื่อยมา.

บทที่ 2 “The Indo-Pacific tigerperches, with a new species from the Mekong basin (Pisces: Coiidae).”

รายงานทางวิชาการฉบับนี้ถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2537 เขียนโดยอาจารย์ ร็อบเอิรธ์ (Roberts, T. R. ) และ อาจารย์ ก็อทเทลาท (M. Kottelat ) รายงานฉบับนี้เป็นการรายงานปลาชนิดใหม่ในขณะนั้น คือ ปลาเสือตอลายเล็ก หรือ Coius undecimradiatus Roberts & Kottelat 1994 เพื่อความครบถ้วนของเนื้อหา ท่านอาจารย์ทั้งสองจึงได้บรรยายปลาที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ในขณะนั้นกลุ่มปลาเสือตอถูกโยงไปอยู่ในวงศ์ Coiidae .โดยมีสกุล Coius. เป็นสกุลเพียงสกุลเดียว.

**หมายเหตุ**ผมขออนุญาตข้ามรายละเอียดในชนิดอื่น จะขอระบุแต่ในรายละเอียดที่เป็นของ Coius microlepis (Bleeker 1853) น่ะครับ.

มีการจำแนกเป็นชนิดในสกุล Coius. ดังนี้.

1A. รูปหน้าด้านข้างบริเวณหน้าครีบหลังมีสัณฐานเว้า โดยเฉพาะตัวอย่างขนาดใหญ่ที่เก็บได้ ; เกล็ดมีขนาดใหญ่ , จำนวนเกล็ดเส้นข้างลำตัว = 40-60เกล็ด ; ก้านครีบก้น = 9-10 ก้านครีบ ; มีแถบตรงบริเวณลำตัว = 7 แถบ(บางตัวจำนวนแถบลดลง)………………………………………………………………………….ดูข้อที่ 2

2A. ซี่กรองเหงือกบนซี่เหงือกแรก = 20-23 ซี่ ; ก้านครีบก้นโดยปกติ = 9 ; จำนวนกระดูกสันหลัง = 10 +14……………………………………………… Coius quadrifasciatus (Sevastianov 1809)

2B. ซี่กรองเหงือกบนซี่เหงือกแรก = 15 -17 ซี่ ; ก้านครีบก้นโดยปกติ = 10 ;จำนวนกระดูกสันหลัง = 11+13…………………………………………….. Coius campbelli (Whitley 1939)

1B. รูปหน้าด้านข้างบริเวณหน้าครีบหลังมีสัณฐานเกือบตรง ; เกล็ดมีขนาดเล็ก , จำนวนเกล็ดเส้นข้างลำตัว = 70-90เกล็ด ; ก้านครีบก้น =10-11 ก้านครีบ ; มีแถบตรงบริเวณลำตัว =5 แถบ(เป็นปลาที่พบบนผืนดิน) หรือ 6-7 แถบ(เป็นปลาที่พบในบอร์เนียว)…………………………………………………………..ดูข้อที่ 3

3A. รูปร่างลำตัวค่อนข้างลึก , ความลึก 2.1 – 2.4เท่าของความยาวมาตราฐาน ; มีแถบดำกว้างขนาดใหญ่บนลำตัว โดยแถบแรกจะพาดผ่านที่เปิดปิดเหงือกผ่านลงมาก่อนครีบท้องรอบลำตัวย้อนขึ้นไปอีกด้านของลำตัว ; ครีบก้น = 10ก้านครีบ………………………………………….. Coius microlepis (Bleeker 1853)

3B. รูปร่างลำตัวค่อนข้างตื้น , ความลึก 1.8 – 2.1เท่าของความยาวมาตราฐาน ; มีแถบดำบนลำตัวที่ไม่กว้างมาก โดยแถบแรกจะดูไม่ต่อเนื่องและอาจจะไม่ได้พาดผ่านที่เปิดปิดเหงือกลงไปก่อนครีบท้องรอบลำตัวย้อนขึ้นไปอีกด้านของลำตัว ; ครีบก้น = 11ก้านครีบ……………… Coius undecimradiatus Roberts & Kottelat 1994

Coius microlepis (Bleeker 1853)

ตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบ มีทั้ง มาจาก กัมพูชา เวียตนาม (Cochinchine.) ,บึงบอระเพ็ด, บอร์เนียว. จากตัวอย่างบรรยายได้ว่า ปลาเสือตอ Coius microlepis นี้มีลำตัวที่กว้างที่สุดในบบรดาปลาในกลุ่มนี้ จากตัวอย่างปลาที่นำมาตรวจสอบเพื่อการบรรยาย จะสังเกตเห็นว่าปลาที่พบในอินโดจีนมีประมาณ 5 แถบ ในขณะที่ตัวอย่างทางบอร์เนียวมีประมาณ 6-7 แถบ.

อ้างถึงความเห็นของอาจารย์ Chevey ที่ท่านระบุครั้งแรกว่า ปลาจากทางบอร์เนียวมีแถบมากกว่าปลาที่พบในผืนดิน โดยแถบที่ 3 และ 4 นั้นดูสับสนถ้าเทียบกับปลาเสือตอที่พบในผืนดินนั่นอาจแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันในทางภูมิศาสตร์ จากตัวอย่างทางบอร์เนียวที่อาจารย์ทั้งสองท่านตรวจสอบพบว่า บางตัวอย่างที่มี 7แถบนั้นแถบที่สามและสี่ ไปเชื่อมต่อกันด้านบน แต่อีกด้านของลำตัวกลับมี 6 แถบ นั่นแสดงให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนของสีและอาจจะเป็นชนิดเดียวกัน นอกจากนี้จากการแยกตัวอย่างโดยแบ่งว่า เป็นปลาเสือตอที่พบบนผืนดิน และ ตัวอย่างที่พบบนหมู่เกาะ มีจำนวน1/3 ของตัวอย่างทั้ง 2 แบบเหมือนกัน.

บทที่ 3 “Fishes of the Nam Theun and Xe Bangfai basins, Laos, with diagnoses of twenty-two new species (Teleostei: Cyprinidae, Balitoridae, Cobitidae, Coiidae and Odontobutidae).”

รายงานทางวิชาการฉบับนี้ถูกบรรยายไว้ในปี 2541 โดยอาจารย์ ก็อทเทลาท (M. Kottelat )อาจารย์ท่านได้บรรยายปลาเสือตอตัวนี้ว่าเป็นชนิดใหม่ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า Datnioides pulcher (Kottelat 1998) โดยอาจารย์ท่านนำปลาเสือตอที่ถือว่าเป็นตัวอย่างแรกนำมาบรรยาย โดยตัวอย่างนี้ถูกระบุว่าได้จากไทย : บึงบอระเพ็ด

ส่วนตัวอย่างเสริม ได้มาจาก ไทย กัมพูชา และเวียตนาม.

ในรายละเอียดระบุว่า Datnioides pulcher (Kottelat 1998) แตกต่างจากชนิดอื่นตรงที่แถบซึ่งมีจำนวน 4-5 แถบ และมีขนาดกว้างกว่าต่อจากนั้นมีการกล่าวถึงแถบที่ 1 นั้น เริ่มจากแถบหลังหัวพาดผ่านที่เปิดปิดเหงือกพาดผ่านลงสู่หน้าครีบท้องก่อนร้อยผ่านขึ้นไปอีกด้านนึง ในวงการปลาสวยงามเขาเรียกแถบที่ล้อมรอบบริเวณนี้ว่า สร้อย ซึ่งอาจารย์จะนับสร้อยเป็นแถบที่หนึ่ง ส่วนแถบที่สองสามสี่ นั้นอาจารย์ท่านจะระบุว่า แต่ละแถบจะผ่านก้านครีบหลังที่เท่าไหร่ไปจบที่ตรงไหนก่อนวนขึ้นไปอีกด้านนึง เมื่อครั้งที่อาจารย์ได้เขียนรายงานร่วมกับอาจารย์ ร็อบเอิรธ์ (Roberts, T. R. ) นั้น เรื่องของแถบดำของเสือตอมีการแปรเปลี่ยนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ได้กล่าวปิดท้ายนั้น ท่านกล่าวว่า " ความแตกต่างระหว่าง Datnioides pulcher กับ Datnioides microlepis นั้นสามารถแยกกันได้เด่นชัดสุดต้องอาศัย “ Phylogenetic structure” เป็นทางออกที่ดีที่สุด."

นอกจากรายงานที่ผมหยิบยกมาจะมีการบรรยายเรื่องราวที่เกี่ยวกับเสือตอ ก็จะมี Fishes of Laos. ของอาจารย์ ก็อทเทลาท (M.Kottelat ) , Fishes of the Cambodian Mekong. Rome, FAO.ของอาจารย์เรนบอธ (Rainboth, W. J. ) และ Freshwater fishes of Western Indonesia and Sulawesi. เขียนโดย Kottelat, M. , A. J. Whitten, S. N. Kartikasari and S. Wirjoatmodjo เป็นต้นครับ และทั้งหมดนี้ก็คือรายงานที่เปิดเผยให้เราทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเสือตอ ส่วนตัวผมยังเชื่อเรื่องของการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สิ่งนึงอาจจะบอกได้ว่าแม้เสือตอที่พบในไทย ในลาว ในเขมร ในเวียตนาม อาจจะบอกได้ว่าทั้งหมดนี้คือ Datnioides pulcher แต่บางทีรหัสโครงสร้างทางพันธุกรรมอาจจะมีความแตกต่างกัน ใครจะไปรู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้าอาจจะมีการพิสูจน์ และ อาจจะมีหรือไม่มีชนิดใหม่ที่เกิดจากโครงสร้างทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครบอกได้ครับ.

บทความโดย เตี้ย จิรชัย

 

www.thaifancyfish.com นิตยสารปลาสวยงามออนไลน์

 






godaddy web statistics

Tags : ปลาสวยงาม การเลี้ยงปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม อาหารปลาสวยงาม ปลากัด ปลาทอง ปลาหมอสี ปลาหางนกยูง ปอมปาดัวร์

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท13/06/2017
ผู้เข้าชม3,984,406
เปิดเพจ5,374,086
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view