http://www.thaifancyfish.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 ข่าวสาร สาระ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 Fish for sale

 ประกาศขายสินค้าฟรี


Instagram

Google+
 

 




“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อ

“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อ


“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อปลาตะเพียน สำหรับคนไทยทั่วไปเราก็คงคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นปลาท้องถิ่นที่สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำต่างๆในประเทศของเรา ปลาตะเพียนมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cyprinidae  ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ คือ Barb, Carp, Minnow, Goldfish โดยคำว่า Cyprinidae (/ไซ-พริ-นิ-ดี้/) มาจากคำว่าkyprînos ในภาษากรีกโบราณ (κυπρῖνος แปลว่า "ปลาทอง") ประกอบด้วยปลาจำพวก ปลาตะเพียน,ปลาไน,ปลาทองและปลาซิว ดังนั้นปลาตะเพียนจึงถือเป็นวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาน้ำจืด ซึ่งมีมากกว่า 2,000 ชนิด ใน 200 สกุล และแบ่งออกได้หลายวงศ์ย่อย ซึ่งจัดอยู่ในอันดับ Cypriniformes

ดังนั้นปลาตะเพียนจึงเป็นปลาที่มีวงศ์ที่มีทั้งชนิดและจำนวนปลามากที่สุดในปลาน้ำจืดของไทยและมีความหลากหลายเป็นอันดับสามของโลก โดยปัจจุบันพบแล้วกว่า 204ชนิด

“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อ

ปลาตะเพียนจึงเป็นปลาที่มีความผูกพันต่อคนไทยมาแต่โบราณนั่นเพราะคนไทยเป็นสังคมเกษตรมักจะอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำและใช้แหล่งน้ำเป็นที่ทำกินนั่นเองโดยเราจะสังเกตความผูกพันระหว่างปลาตะเพียนกับสังคมวัฒนธรรมไทยได้จาก “ปลาตะเพียนสานใบลาน” และ “เครื่องรางของขลัง” นั่นเอง

ปลาตะเพียนสานใบลาน จากประวัตินั้นการทำปลาตะเพียนสานใบลานนั้นคาดว่าทำกันมาเป็นร้อยปีแล้วโดยน่าจะเริ่มทำครั้งแรกที่ ท่าวาสุกรี บ้านหัวแหลม จ.อยุธยา  โดยชาวมุสลิมที่ล่องเรือขายเครื่องเทศอยู่ตามแม่น้ำเจ้าพระยาและอาศัยอยู่ในเรือได้ประดิษฐ์ปลาตะเพียนสานด้วยใบลานขึ้น โดยแรงบันดาลใจอาจจะมาจากความรู้สึกผูกพันอยู่กับท้องน้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวและความคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาของปลาตะเพียนเป็นอย่างดี โดยใช้วัสดุจากท้องถิ่น เช่น ใบมะพร้าว ใบลาน ใบตาล โดยในระยะแรกๆนั้นปลาตะเพียนสานใบลานไม่ได้มีความสวยงามมากนักและไม่มีสีสัน แต่จะเป็นสีขาวหรือเหลืองซีดๆจากวัสดุที่ใช้ แต่ต่อมากก็มีการประดิษฐ์แต่งเติมเพิ่มสีสันลวดลายให้ความสวยงามมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งคาดว่าผู้ริเริ่มคือ หลวงโยธาฯ ข้าราชการเกษียณผู้มีนิวาสสถานอยู่ใกล้สะพานหัน ตำบลวังบูรพา กรุงเทพฯ เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำให้สวยงามขึ้น แล้วนำออกจำหน่ายตามงานวัดต่างๆ นับแต่นั้นมาคนก็หันมานิยมปลาตะเพียนสานกันมากขึ้น

“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อ

ปลาตะเพียนสานนั้นคาดว่าได้รับความนิยมมากในสมัยก่อนเพราะความเชื่อที่ว่าปลาตะเพียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะช่วงที่ปลาโตเต็มที่กินได้อร่อยเป็นช่วงที่ข้าวตกรวงพร้อมเก็บเกี่ยวพอดีเรียกว่าเป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” และคนสมัยก่อนมักจะนำปลาตะเพียนนี้มาแขวงไว้เหนือเปลเด็กเพื่อให้เด็กได้จ้องมอง ยามมีการไกวเปลหรือมีสายลมอ่อนๆพัดมา ปลาตะเพียนสานก็จะแกว่งไปมาทำให้เด็กเพลิดเพลินไม่ร้องไห้โยเย และถือว่าเป็นศิริมงคลสำหรับเด็กเพราะจะให้เด็กเติบโตมาเป็นคนดีขยันหมั่นเพียรและประสบความสำเร็จมั่งคั่งร่ำรวย นอกจากนั้นปลาตะเพียนสานยังมีความเชื่ออีกว่าหากนำไปแขวนไว้หน้าบ้านก็จะทำให้บ้านนั้นมั่งมีศรีสุข ค้าขายร่ำรวย แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความเชื่อและวัฒนธรรมเหล่านี้ได้เลือนหายไป ปลาตะเพียนสานในปัจจุบันจึงเป็นเพียงสินค้าที่ระลึกของผู้คนที่มาเที่ยวหรือของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ปลาตะเพียน” ปลาไทยตำนานและความเชื่อปลาตะเพียนเครื่องรางของขลัง ความเชื่อเรื่องอำนาจวิเศษเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาแต่โบราณ แม้นแต่ในปัจจุบันโลกจะมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นแต่ความเชื่อนี้ก็ยังคงมีอยู่ ปลาตะเพียนจึงได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการทำให้คนมีความขยันหมั่นเพียร นั่นเพราะปลาว่า “เพียน” คล้องกับว่า “เพียร หรือ พากเพียร” ซึ่งหมายถึงการขยันทำมาหากินนั่นเอง

ดังนั้นเหล่าบรรดาเกจิอาจารย์ตั้งแต่ยุคก่อนจึงได้ทำเครื่องรางของขลังเป็นรูปปลาตะเพียนแล้วลงยันต์อักขระ ดังนี้

1.  ตรี  นิ  สิงเห  

2.  นะ ชา ลี ติ  

3.  อุ อา กะ สะ

4.  นะ มะ พะ ทะ

     โดย นะ  มะ  พะ  ทะ  ธาตุ  ทั้งสี่นี้ลงที่ปากครีบบน  ครีบล่างและหางเป็น  การหนุนให้ธาตุเกิดเสียก่อน  ตรงกลางตลอดลำตัววจะลงว่า  นะ  ชา  ลี  ติ  หรือ  อุ  อา  กะ  สะ  ดังนี้เป็นต้น  ส่วนอีกด้านหนึ่งจะลงตรีนิสิงเห  ด้วยนะครับ  และการทำปลาตะเพียนนั้น  พระเกจิอาจารย์ท่านจะนิยมทำเป็นคู่เพราะ

ปลาตะเพียนนั้นจะจับคู่กันเพื่อสืบพันธ์  อันเป็นความหมายของการครองชีวิตร่วมกัน ร่วมมือร่วมใจกันในการประกอบอาชีพ  ทำมาหากิน  ท่านจะแจก  ปลาตะเพียนให้ไปด้วย

     นะ  ชา  ลี  ติ  นั้นเป็นหัวใจของพระสิวลีอันอุดมลาภเหมาะสำหรับการค้าขาย

     อุ  อา  กะ  สะ  นั้นเป็นหัวใจของมหาเศรษฐีมีความหมายถึง  ให้ผู้ได้รับไปแล้วคิดดังนี้

     อุ ย่อมาจากคำว่า  อุฎฐานสัมปทา  หมายถึง  ความเป็นคนขยันหมั่นเพียร  ในการทำมาหากิน  คนขี้เกียจจะหาความเจริญไม่ได้เลย

     อา  ย่อมาจาก  อารักขสัมปทา  หมายถึง  หมั่นอดออมในทรัพย์สินที่ตนเองอุตส่าห์มาได้ด้วยความยากลำบากไว้ให้ได้เป็นกอบเป็นกำ

     กะ  ย่อมาจากคำว่า  กัลยาณมิตรตะตา  หมายถึง  การคบเพื่อนที่ดีชักชวนไปในทางที่ดี  ไม่ชี้ชวนไปในทางที่ชั่ว

     สะ  ย่อมาจากคำว่า  สมชีวิตา  หมายถึง  การหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต  ไม่คดโกง

แต่การที่เรามีเครื่องรางปลาตะเพียนในครอบครองก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเราจะประสบความสำเร็จในหน้าการงานค้าขายรุ่งเรือง หากเราขาดซึ่งความเพียร ความขยันอดทน การเอาใจใส่ดูแลไม่คตโกง ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เครื่องรางเหล่านี้จึงเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้เราขยันหมั่นเพียรและตั้งมั่นอยู่ในความดีนั่นเอง

บทความนี้ผมอาจจะเขียนนอกเรื่องปลาจริงๆจังๆไปบ้าง เพราะอยากให้นักเลี้ยงปลาสวยงามได้เรียนรู้ว่าปลาไทยนั้นมีความผูกพันกับสังคมไทยอย่างยาวนานและอยากให้นักเลี้ยงปลาทุกท่านหันมาสนใจเรื่องปลาไทยและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้นช่วยกันอนุรักษ์และรักษาทั้งสิ่งแวดล้อมต่างๆรวมถึงศิลปะวัฒนธรรมไทยที่นับวันจะถูกหลงลืมไปจากกระแสสังคมยุคใหม่และจากคนที่มุ่งหวังเพียงแสวงหากำไรจนเราแทบจะสูญสิ้นความเป็นไทยไปแล้ว

ขอให้มีความสุขในการเลี้ยงปลาครับ

www.Thaifancyfish.com นิตยสารปลาสวยงามออนไลน์


Tags : ปลาสวยงาม สารคดีปลาสวยงาม

view

สถิติ

เปิดเว็บ26/10/2009
อัพเดท13/06/2017
ผู้เข้าชม4,018,111
เปิดเพจ5,414,974
ฟาร์มปลาทองรายแรกในบ้านโปร่งราชบุรี

โรงเรียนสอนศิลปะและคอมพิวเตอร์กราฟิก Art For Fun



 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

ลงประกาศขายสินค้า

 ติดต่อเรา

[close]
view